Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

สามเดือนที่ผ่านมา อยู่กับการเขียนงานที่ยังใช้งานไม่ได้เลย

ต้องเขียนบทที่ 1 ของงานวิจัย ที่ต้องนำเสนอปัญหาวิจัย

ให้ชัดเจน และวิธีการแก้ไขปัญหาตามหลักการและ

ทฤษฎีที่นำมาใช้…เขียนไปอย่างไร อาจารย์ก็ยังไม่ให้ผ่าน

เลยกลับมานั่งคิด นอนคิด ไม่เท่านั้น

เดินคิดด้วย ว่าปัญหาของการเขียนมันคืออะไร

แล้วก็พบว่า ปัญหาของเราคือ สาเหตุของปัญหางานวิจัยมันยังไม่ชัด

เราคิดไปเองว่าปัญหาของเป้าหมายเราเป็นแบบนี้

มันเป็นจริงเมื่อหลายเดือนก่อน แต่มาบัดนี้ เวลาเปลี่ยนปัญหาเปลี่ยน

เพราะมุมมองเราเปลี่ยนด้วย

เราคิดได้ขณะเดินกลับบ้านแล้วมองต้นไม้ไปด้วย

แล้วมันก็ปิ๊ง…ขึ้นมาว่าเราต้องเข้าใจอะไรใหม่แล้ว อย่าติดกับความคิดเดิม ๆ

ก็เลยเริ่มมองกลุ่มเ้ป้าหมายในมุมมองใหม่ ๆ สแกนวงจรการทำงานของเป้าหมาย

ตั้งแต่ต้นจนจบ เขียนเป็นแผนผัง แล้วเมื่อมีโอกาสไปร่วมกิจกรรมชุมชนกับเขา

ก็ทำให้เห็นปัญหาของเขากว้างขวางขึ้น

แล้วก็ยอมรับตัวเองว่าเราตกร่องมานาน คนเราไม่ควรตัดสินไปเอง

ควรเก็บข้อมูลให้รอบด้านตามหลักของการทำวิจัย และจัดลำดับความสำคัญของปัญหา

เพราะไม่สามารถแก้ไขทุกปัญหาได้ในคราวเดียวกัน

หรืออาจมองที่เป็นจุดคานงัด(เลียนแบบเขามา) เพื่อว่าแก้จุดนั้น

แล้วเกิดผลกระทบต่อจุดอื่น ๆ ให้คลี่คลายลงไปได้

แล้วความไม่ชัดนั้น มันไม่ชัด 2 อย่างคือ เขียนไม่ชัด หรือปัญหาไม่ชัดจริง ๆ

ซึ่งอย่างแรกต้องมีวิธีการนำเสนอที่ตรงจุด

ส่วนอย่างหลังทำให้การนำเสนอปัดเป๋ไปได้ เพราะว่าพอปัญหาไม่ชัดจริง ๆ

เราก็หาเหตุผลที่หนักแน่นมาประกอบไม่ได้ และไม่รู้ว่าต้องแก้อย่างไร

มันนุงนังกันไปหมด คิดว่ามั่วไปละกันก็ไม่ได้ซะแล้ว

แต่เมื่อคิดว่าปัญหาใช่อีกรอบนึงแล้ว (อาจไม่ใช่อีกก็ได้)

ก็เลยตั้งใจมานั่งเขียนงานอีกรอบ

ก็พบปัญหาอีกว่า จะนำเสนออะไรบรรทัดแรก

จะเขียนเชื่อมโยงอย่างไรให้ไม่วกวน เลยคิดถึงหลัก

เขียนภาพใหญ่แล้วค่อย ๆ ย่อยลง ๆ จนไปถึงปัญหา

เพื่อพาให้คนอ่านที่ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่เราพบเจอ

ได้เข้าใจว่าเรื่องของเรามันเป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์ปัญหาใหญ่ ๆ อย่างไร

มีผลกระทบใดในสังคม มันสำคัญพอที่จะต้องนำมาทำวิจัยมั้ย

อ้อ ก็คงเป็นคำว่า บริบทของปัญหานั่นแหละ ที่หากนำเสนอให้ครอบคลุมแล้ว

ผู้อ่านก็จะเข้าใจได้

ต่อมาก็คือความเชื่อมโยงแต่ละย่อหน้าว่าจะเขียนให้เป็นเรื่องเดียวกันได้อย่างไร

กลัวคำว่า”แล้วเรื่องนี้มันโผล่มาได้อย่างไร” คือว่ามันเกี่ยวข้องกันอย่างไร

ถึงนำมาเสนอด้วย ก็เลยต้องคิดอย่างมีเหตุผลว่า อะไรเกิดก่อน

แล้วมันส่งผลต่อสิ่งนี้จริง ๆนะ หลับตานึกเอาเสียเลย

แล้วเขียนด้วยภาษาที่เราเข้าใจได้เอง ง่าย ๆ ก่อน

ให้ได้ความเชื่อมโยงก่อน แล้วค่อยมาขัดเกล่าเอาละกัน เมื่อเขียนจนครบแล้ว

ตลอดการเขียนต้องมีสมาธิเพื่อที่จะเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นมาเรื่อย ๆ

ไม่ให้ออกนอกกรอบเลย อะไรไม่เกี่ยวก็ไม่เอามา(มักจะเผลอ)

คำสอนของอาจารย์ ลอยมา เสมอ

ก็อยู่ในอาการอย่างนี้มา สามเดือน สิ่งที่ได้เรียนรู้นอกจากการเชื่อมโยงกัน

การคิดอย่างเ็ป็นระบบแล้ว …ทำให้คิดอย่างวางใจว่า…ความคิดคนเราต้องเปลี่ยนได้

หากสิ่งแวดล้อมมันเปลี่ยน..ไม่ยึดมั่นถือมั่น…สิ่งที่เคยเป็นแบบนี้

วันนึงก็เปลี่ยนแปลงไป …ก็ต้องพร้อมจะเปิดใจยอมรับ

สำหรับการเขียนเรื่องเล่าโดยทั่วไป คงคล้าย ๆ กัน

เพราะว่าคนอ่านไม่ได้อยู่ร่วมอารมณ์กับเราด้วย

การนำเสนอให้ตรงประเด็น และองค์ประกอบแวดล้อม

ที่ร้อยเรียงให้สัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง

ก็จะทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจ ..และน่าอ่าน

อย่าลืม..อารมณ์ขัน..เศร้า…เหงา..ดีใจ…สุขใจ

ที่ใส่เข้ามาเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจความรู้สึกของคนเขียนได้ดี

คนเราอาจมีประสบการณ์ร่วม เหมือนกัน

ที่จะทำให้เกิดแรงบันดาลใจ เกิดความรู้สึกอบอุ่น

ที่มีใครเป็นเพื่อนร่วมทางด้วย …แม้ว่าจะเพียงแ่ค่จากการอ่านงานเขียนเท่านั้น

โดย…นศภ.  ซูเฟียณี  เจะนิ
นักศึกษาฝึกงาน คณะเภสัชศาสตร์  ม.รังสิต
ฉันเชื่อว่า ชีวิตของคนเราเกิดมาย่อมมีความฝันเป็นของตนเอง  บางคนอาจค้นพบสิ่งที่ตัวเองชอบตั้งแต่เด็กๆจึงเลือกที่จะเดินตามทางที่ตนเองฝันตั้งแต่นั้นมา   บางคนอาจไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรหรืออยากเป็นอะไรได้แต่ลองผิดลองถูกเอาว่าสิ่งไหนคือสิ่งที่ใช่ที่สุดสำหรับเขา  แม้ว่าจะต้องเสียเวลาไปมากมายกับการค้นหาตัวเองก็ตาม   สำหรับฉันคิดว่าตัวเองคงจัดอยู่ในหมู่คนจำพวกที่สองที่ไม่รู้ว่าตัวเองใฝ่ฝันอยากเป็นอะไรกันแน่  พอมีคนที่รักและนับถือเสนอทางเดินที่ดีก็หยิบมาพิจารณาและเลือกที่จะเดินตามทางที่เขาเลือกให้ เผื่อว่าจะเป็นทางที่ใช่สำหรับตัวเอง
และด้วยวิธีการที่ฉันเลือกเรียนเภสัชแบบไม่ปกตินี้เอง  ทำให้ฉันไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับวิชาชีพนี้มากมายนัก  รายละเอียดที่รู้ก็คงจะเหมือนกับคนทั่วไปที่คิดว่า หน้าที่ของเภสัชกรก็คงไม่พ้นการจัดยา และจ่ายยาให้แก่ผู้ป่วย  จนในบางครั้งฉันยังอดคิดไม่ได้เลยว่า ตัวเองจะเรียนได้รึป่าวก็ไม่รู้   และแล้วเวลาได้พิสูจน์ให้ฉันได้รู้ว่า ตัวเองสามารถเรียนคณะนี้มาได้ตั้ง 3 ปีเต็มๆแล้ว ซึ่งเทียบกับฉันได้เดินทางมาครึ่งทางของความฝันแล้วซินะ   และทุกๆครั้งที่ฉันกลับบ้านคำถามยอดฮิตของคนที่บ้านมักถามเสมอก็คือ  “ตกลงเรียนเภสัชเขาเอาไว้จ่ายยาอย่างเดียวหรือ”  ฉันก็ได้แต่ยิ้มและตอบลวกๆไปว่า “อาจจะใช่มั้ง”(ก็จะตอบเขาไปได้ยังไงในเมื่อวิชาที่เรียนผ่านมาตั้งแต่ปีหนึ่งยันปีสาม ฉันยังไม่รู้เลยว่าตัวเองจะเอาไปใช้ในการประกอบวิชาชีพได้ยังไง)  ด้วยความที่ฉันไม่สามารถตอบโจทย์เหล่านั้นได้  ดังนั้นเมื่อมีโครงการดูงานในช่วงภาคฤดูร้อนเพื่อเพิ่มประสบการณ์ที่ทางมหาลัยจัดขึ้น ฉันจึงรีบฉวยโอกาสนี้ซะเลย  เพื่อที่จะได้รู้เสียทีว่าเภสัชกรเขาทำงานแนวไหนกันแน่  โดยฉันเลือกโรงพยาบาลยะหริ่งเป็นแหล่งฝึก เหตุผลที่เลือกที่นี่ก็เพราะ  เป็นโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้บ้านมากที่สุด และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ได้รู้มาจากแหล่งข่าวต่างๆที่บอกต่อกันมาว่า เภสัชกรโรงพยาบาลนี้ใจดีกันทุกคนเลย(นี้ไม่ได้ยอเล่นนะค่ะ แต่เป็นเรื่องจริง) ก่อนมาฝึกงานฉันคาดหวังไว้ว่า ฉันคงจะได้เรียนรู้ถึงบทบาทของเภสัชกรได้มากขึ้น แต่หารู้ไม่ว่าการมาฝึกงานในครั้งนี้ทำให้ฉันได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างมากกว่าที่คิดไว้เยอะ
วันแรกๆที่เริ่มมาฝึกงานฉันนึกว่าพี่เขาคงจะให้ฉันแค่จัดยาตามใบสั่งแพทย์ จึงไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาก ก็แค่จัดยา นับเม็ดยาใส่ถุง แค่นี้ใครๆเขาก็ทำได้ ตอนนั้นคิดไว้ว่าคงไม่ต้องใช้ความรู้ที่เรียนมากเท่าไรหรอกมั้ง ก็แค่ไปสังเกตการณ์เท่านั้นเองว่า เภสัชกรเขาทำอะไรกันบ้าง  แต่ที่ไหนได้ไปวันแรกแบยิ(ภก.ประสิทธิ์  แวจูนา)และกะมู (ภญ.มูนาดา แวนาแว)ก็เริ่มให้ความรู้เกี่ยวกับระบบการทำงานด้านเภสัชกรรมภายในโรงพยาบาลอย่างเข้มข้น  พร้อมทั้งได้ถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆที่ได้เจอะเจอระหว่างการทำงานไว้มากมาย จนฉันแทบ save ข้อมูลไว้ไม่ทัน อ้อ!! ฉันลืมบอกไปว่าการฝึกงานในครั้งนี้ ฉันได้ฝึกร่วมกับพี่ๆพยาบาล 3000 ที่ทางหัวหน้ากลุ่มการพยาบาลจัดกลุ่มให้เวียนกันมาเรียนระบบยาด้วย จึงทำให้ฉันมีเพื่อนคุย และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับพี่ๆได้เยอะเลยทีเดียว  ช่วงบ่ายแบซุฟ(ภก.สุฟยาน ลาเต๊ะ)และแบซิส(ภก.ไพรัตน์ หัตถประดิษฐ์) ได้มอบหมายงานโดยให้สรุปใจความสำคัญจากเรื่องที่ได้อ่าน ซึ่งฉันได้หัวข้อเกี่ยวกับโรคเบาหวาน ที่นี้แหล่ะฉันเริ่มเกิดอาการงงๆเล็กน้อย (ก็ไหนรุ่นพี่บอกมาว่าแค่มาจ่ายยาสบายๆเองนี้นา)  และด้วยงานที่ได้รับมา ทำให้คืนนั้นทั้งคืนฉันต้องกลับไปรื้อตำราที่ได้เรียนมาซึ่งแทบจะคืนอาจารย์ไปแล้วกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง  เพื่อที่จะได้นำมาแลกเปลี่ยนความรู้ที่ได้อ่านมากับพี่ๆพยาบาล ซึ่งทำให้ฉันได้รับความรู้จากการทำงานในครั้งนี้หลายเรื่องเลยทีเดียว เช่น การ stat ยาที่ถูกต้อง การลดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา  รวมทั้งได้รับความรู้เกี่ยวกับการกินยาก่อนและหลังอาหารที่ถูกวิธี เป็นต้น
วันต่อมาพี่ๆในห้องยาได้แจกใบสั่งยาให้กับฉันและพี่ๆพยาบาลคนละใบ เพื่อไปวิเคราะห์และศึกษาถึงกลไกของยาแต่ละตัว พร้อมทั้งให้หาเหตุผลด้วยว่าทำไมหมอถึงสั่งยานี้ให้แก่ผู้ป่วย  และเนื่องจากภารกิจที่ได้ในวันนี้ ทำให้ฉันฉุดคิดได้ว่า การมาฝึกงานในครั้งนี้มันคงไม่ธรรมดาเสียแล้ว เพราะแค่ใบสั่งยาใบเดียวนั้นอาจจะดูว่าน้อยนิดมาก แต่หารู้ไม่ว่าในนั้นมียาเกือบ 10 ตัวที่ฉันต้องหา แต่ในความตกใจหรือสิ่งที่เราไม่คาดคิดที่จะเกิดขึ้นก็ย่อมมีสิ่งที่ดีปะปนอยู่เสมอ ก็เพราะชื่อยาหลายๆตัวนี้แหล่ะที่ทำให้ฉันกระตือรือร้นที่จะสืบเสาะหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆไม่ว่าจะเป็นจากหนังสือเรียน หนังสืออ้างอิง หรือจากInternet ก็ตาม ซึ่งทำให้ฉันรู้จักวิธีการสืบค้นข้อมูลทางยาที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้ฉันได้ทบทวนความรู้เรื่องยาได้ตั้งหลายตัวแน่ะ อีกทั้งได้รู้วิธีการคำนวณ dose ยาในผู้ป่วยอีกด้วย   และเนื่องจากพี่พยาบาลมักจะสับเปลี่ยนเข้าห้องยาทุก 3 วัน ทำให้วันต่อมาฉันจึงต้องถูกแยกออกจากพี่ๆพยาบาลชุดใหม่  เพื่อมาทำงานตามที่ได้รับมอบหมายไว้ นั้นก็คือ การศึกษาถึงการหลีกเลี่ยงการเกิด LASA ที่มักเกิดขึ้นในโรงพยาบาล แรกๆตอนที่ได้รับงานนี้ฉันก็ทำท่างงๆอยู่พักใหญ่  ก็ฉันพึ่งจะเคยได้ยินคำๆนี้เป็นครั้งแรกนี่นา  ไม่งงก็แปลกแล้ว และด้วยความที่ไม่รู้นี้เองทำให้ฉันต้องพยายามหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ LASA ไปพร้อมๆกับเก็บข้อมูลภายในโรงพยาบาลให้ได้มากที่สุด เพื่อเตรียมนำเสนอแก่พี่ๆในห้องยาในสัปดาห์ต่อไป ซึ่งในระหว่างที่เก็บข้อมูลนั้นฉันก็ได้เข้าไปฟังการวิเคราะห์ใบสั่งยาของพี่ๆพยาบาลชุดใหม่ไปด้วย ซึ่งทำให้ฉันได้รับความรู้เรื่องยาที่ใช้รักษาโรคต่างๆอีกเพียบ อาทิ โรค COPD,CHF,วัณโรค,โรคเรื้อน และอีกหลายๆโรค  โดยในขณะที่พี่ๆเภสัชกำลังให้ความรู้แก่ฉันและพี่ๆพยาบาลนั้นเอง ก็จะมี case ผู้ป่วยเข้ามาให้กะมูแนะนำการใช้ยาที่ถูกต้อง  หรือบางวันก็จะมี   case ที่โทรมาจากห้องฟัน ห้องคลอดให้แบซุฟ ช่วยหาข้อมูลเกี่ยวการใช้ยาของคนไข้ ที่พบเจอกับปัญหาการใช้ยาด้วย  ทำให้ฉันที่กำลังนั่งเรียนอยู่ ณ ตรงนั้นได้สัมผัสถึงการทำงานในอีกแง่มุมหนึ่งของเภสัชกร  และแล้วสัปดาห์แรกของการฝึกงานก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับความรู้ใหม่ๆที่ทำให้ฉันรู้จักบทบาทของเภสัชกรมากขึ้น
การฝึกงานสัปดาห์ที่สองของฉันเริ่มขึ้นอย่างเคร่งเครียด เพราะฉันต้องรีบรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ LASA ลงใน power point เพื่อจะได้นำเสนอแก่พี่ๆในห้องยาในวันรุ่งขึ้น ( ก็ใครจะไปคิดว่าต้องมาทำอะไรที่ใกล้เคียงกับการทำงานจริงๆอย่างนี้  แต่ในเมื่อพี่ๆอุตส่าห์ยื่นโอกาสดีๆแบบนี้มาให้แล้ว ซึ่งฉันคิดว่าคงหาทำได้ยากหากเป็นแหล่งฝึกอื่นๆ  ยังไงซะฉันก็ต้องทำมันออกมาให้ดีที่สุดอยู่แล้ว สู้..สู้…) หรือเพราะวันนั้นกะมูเห็นฉันนั่งเคร่งเครียดกับงานเกินไปหรือป่าวก็ไม่รู้ อยู่ๆได้ชวนฉันไปดูคนไข้ที่ ward ด้วยกัน ซึ่งทำให้ฉันได้รู้ถึงหน้าที่ของเภสัชกรในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่นอกจากจะทำงานในห้องยาแล้ว ยังต้องมาดูการใช้ยาในหอผู้ป่วยอีกด้วย  การมาดูคนไข้ในครั้งนี้ทำให้ฉันได้เรียนรู้ว่าการพูดโน้มน้าวให้ผู้ป่วยเข้าใจการใช้ยานั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย (สงสัยฉันต้องหัดไปพูดหวานๆอย่างกะมูและหัดมีลูกอ้อนกะเขาบางแล้วล่ะ เผื่อเอามาใช้ตอนทำงาน) วันต่อมาฉันได้นำเสนอเรื่อง LASAที่ฉันได้ทำการรวบรวมข้อมูลมาให้แก่พี่ๆในห้องยาฟัง  แรกๆฉันก็รู้สึกหวั่นๆอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน แต่พอนำเสนอได้สักพัก บวกกับบรรยากาศที่เป็นกันเองของพี่ๆในห้องยาทุกคนทำให้การรายงานของฉันเป็นไปอย่างราบรื่น  รวมทั้งยังได้รับข้อเสนอแนะดีๆจากพี่ๆในห้องยาอีกมากมาย และแล้วการฝึกงานของฉันก็เหลืออีกแค่ 3 วันเท่านั้นเอง  แม้เวลาจะเหลือน้อยลงแต่ฉันก็ยังได้เรียนรู้อะไรอีกหลายๆอย่าง เช่น การได้เรียนเกี่ยวกับ High Alert  Drug ที่มีกะมูและกะนูร(ภญ.นูรไอนา ดารามาลย์) คอยให้คำแนะนำดีๆให้  การได้ทำความรู้จัก web www.pharmyaring.com   มากขึ้น   รวมทั้งการได้เรียนรู้ระบบการกระจายยาในแผนกผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก
ในระหว่าง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานั้นทำให้ฉันได้เรียนรู้ถึงบทบาทของเภสัชกรได้มากยิ่งขึ้นซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ได้ตั้งไว้   และนอกจากนี้ยังทำให้ฉันได้เรียนรู้และสะสมประสบการณ์ในระหว่างที่มาฝึกงานไว้ได้เยอะมาก  เพราะนอกเหนือจากความรู้มากมายที่ฉันได้รับจากพี่ๆเภสัชกรทุกคนในห้องยาแล้ว การฝึกงานในครั้งนี้ยังทำให้ฉันได้รู้จักถึงการปรับตัวและทักษะการใช้ชีวิตในการทำงานจริง ฝึกให้ฉันได้ศึกษา ได้เรียนรู้ด้วยตัวเองมากขึ้น ทำให้ฉันได้เรียนรู้การทำงานจริงๆของพี่ๆเภสัชกรทุกคน  รวมทั้งยังฝึกให้ฉันมีความรับผิดชอบต่องานหรือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายไว้    ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความรู้และประสบการณ์จากการฝึกงานในครั้งนี้คงจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาในหลักสูตรและการทำงานในอนาคตของฉันในภายภาคหน้าได้มากเลยทีเดียว
สุดท้ายนี้ฉันคงต้องขอขอบคุณผู้ให้ลมหายใจแก่ฉันที่กำหนดให้ฉันได้เลือกเดินทางในวิชาชีพนี้  ทำให้ฉันได้ค้นพบความฝันของตัวเองในวันนี้  ขอบคุณแววตาสองคู่ที่คอยเป็นกำลังใจเสมอมากับการเดินทางหาความฝันของฉัน และขอขอบคุณพี่ๆเภสัชกร รวมถึงพี่ๆในห้องยาโรงพยาบาลยะหริ่งทุกคนสำหรับความรู้  รอยยิ้ม และมิตรภาพที่ให้มาตลอดระยะเวลาสองสัปดาห์ที่ผ่านมา  (ขอพระองค์อัลลอฮฺทรงตอบแทนความดีของพี่ๆทุกคนด้วยผลตอบแทนที่ดีงามด้วยเถิด)

(หมายเหตุ :  “แบ” คำเรียกแทน “พี่ชาย”,  “กะ” คำเรียกแทน “พี่สาว”  มาจากภาษามลายูท้องถิ่น)

โดย …ภญ.สุภาวดี  เปล่งชัย (รพ.เสละภูมิ)

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร  นับวันยิ่งมีผู้ประกอบการได้คิดค้นออกมาในรูปแบบต่างๆมากขึ้น  เราในฐานะที่เป็นเภสัชกรเอง ยังไม่รู้จัก และติดตามได้ทันเลย  เมื่อซักเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ได้รู้จักคลอโรฟิลด์ในรูปแบบอาหารเสริม  เพราะบรรดาสาวๆในโรงพยาบาล พากันนำมาผสมน้ำดื่ม เพื่อให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งและเป็นการลดน้ำหนัก  แต่ละวันต้องเห็นพวกเธอพกน้ำเขียวกันคนละ 1 ขวด  ยังมีการคุยเล่นๆในห้องยาว่า  สงสัยจะพากันสังเคราะห์แสงเองได้ละมั๊ง  เดี๋ยวกินกันไปเขาก็คงงอกออกมา  5555     ในตอนนั้นยังไม่ได้กังวลถึงการแพร่หลายของคลอโรฟิลด์มากนักด้วยคิดว่าคนซื้อกินคงพากันอยากผิวพรรณดี เปล่งปลั่งกัน ถึงแม้จะได้ยินว่า  มีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายไปขายยังหมู่บ้าน  แล้วมีคนแห่มาซื้อกันเยอะ เห็นเค้าว่าขายดียิ่งกว่าขายผักซะอีก

แต่แล้วความคิดที่ว่า  ไอ้น้ำเขียวๆ ไม่น่ามีปัญหาก็ต้องเปลี่ยนไป  เมื่อได้พบผู้ป่วยจากการเยี่ยมบ้าน  คุณยายอายุ 67 ปี  เป็นเบาหวานมานาน  เจอคุณยายครั้งแรกเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2553  คุณยายมียารับประทานแค่ 3 รายการ คือ Metformin  1 x 3   Gliben  2 x 2 และ ASA I  1 x 1 ซึ่งก็รับประทานได้อย่างถูกต้อง  แต่คุณยายบอกว่าเหนื่อย เพลีย  เบื่ออาหารมาก  สอบถามแจ้งกินข้าวแค่วันละ 1  มื้อ   ตอนนั้นคิดว่าคุณยายมีภาวะ Hypoglycemia แน่ๆ  ( ไม่ได้นำอุปกรณ์ในการตรวจน้ำตาลในเลือดไปด้วย )  เพราะกินยาครบ แต่กินข้าววันละมื้อเอง ตามัวมาก ถึงแม้เคยลอกตาที่รพ.บ้านแพ้วแล้วก็ตาม  จนต้องให้ลูกค้าหยิบเงินทอนเอง ( คุณยายขายของชำ )   เขียน consult ลงสมุดผู้ป่วยให้แพทย์ปรับลดขนาดยาเบาหวานในนัดหน้า  พร้อมกับแนะนำให้คุณยายรับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ

ผ่านมานานถึง 16 กุมภาพันธ์ 2554   ถึงได้ไปเยี่ยมบ้านคุณยายเป็นครั้งที่ 2   ดูในสมุดผู้ป่วย  แปลกมากแพทย์ปรับเพิ่มขนาดยาเบาหวาน เป็น Gliben  2 x 2   Metformin  2 -1-2   ASA 1 x1  เอ๊ะทำไม  ดูผลตรวจ FBS  แล้วก็ตกใจ น้ำตาลครั้งที่พบแพทย์เมื่อ 14 ธันวาคม 2553 สูงถึง 270  mg%   อ้าว ก็ยายบอกว่าเบื่ออาหาร กินข้าววันละ 1 มื้อนี่นา   ทำไมน้ำตาลถึงสูงขนาดนี้        แต่ยังไม่ได้ถามอะไรคุณยายก็เอาเท้าให้ดู

“   ยายหนาว เลยให้ตาก่อไฟ แล้วยายยกเท้าผิงไฟ  ยายพลาด เท้าหล่นลงถูกถ่านไฟ  ” ให้เปิดแผลให้ดู  ทำไมแผลยายสีเขียวล่ะคะ ก็นี่ไง  ยายเอาผงคลอโรฟิลด์ โรยที่แผล  แต่ก่อนแผลเบาหวานที่เท้ายายเมื่อปีที่แล้ว ก็หายเพราะคลอโรฟิลด์นี่แหละ ยายไม่ได้ไปล้างแผลที่อนามัยหรอก เดี๋ยวมันก็หาย   แต่ในใจ แผลลึกขนาดนั้น  แมลงวันตอมขนาดนั้น น่าจะมีการติดเชื้อล่ะ   กำหนดนัดเดิม 8 กุมภาพันธ์ 54 ยายก็ไม่ได้ไป  ก็แพทย์เพิ่มขนาดยาให้ยาย  แต่ยายยังกินยาในขนาดเท่าเดิมนี่นา  ยาก็เลยเหลือเยอะ

จากนั้นยายได้บ่นเรื่องอาการเบื่ออาหาร  ยายบอกเหม็นกับข้าวมาก  กินอะไรก็ไม่ได้ นี่เช้านี้กินแค่ตำบักงิ้ว   อ้าว ทำไมน้ำตาลในเลือดสูงตลอด  “ ยายกินอะไรอย่างอื่นอีกคะ  ”   “ นี่ไง น้ำคลอโรฟิลด์ แต่กินไม่เยอะนะ  เช้า เย็น เท่านั้นเอง   ” ตอนนั้นก็ยังงงๆ  เอ  หรือคลอโรฟิลด์จะทำให้ยายอิ่ม  ไม่หิวข้าว  แล้วน้ำตาลสูง มันจะสูงได้อย่างไร   ยังไงถ่ายรูปกระป๋องบรรจุไว้ก่อนก็แล้วกัน พร้อมบอกยายให้งดดื่มน้ำเขียวๆนะยายนะ    แล้วให้ยายไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อรักษาแผลในวันรุ่งขึ้น  พร้อมเขียนบันทึกเยี่ยมบ้านว่าเภสัชกรสงสัยว่าคลอโรฟิลด์ และ Metformin ส่งผลให้ยายเบื่ออาหาร แล้วไม่ใช่เฉพาะคลอโรฟิลด์ผงนะ  ยังมีคลอโรฟิลด์ล้างแผล  คลอโรฟิลด์ล้างลำไส้อีก  ราคารวมๆที่คุณยายกินมาตลอด 2 ปีนี่คงเป็นหมื่นบาทแน่ๆ

ตอนเย็น  มาดูภาพที่ถ่ายไว้   ที่กระป๋องระบุ        45  servings  / 91.64  g 775  บาท

ส่วนประกอบใน 1 ช้อนชา มี      โซเดียม คอปเปอร์ คลอโรฟิลลิน   0.032  กรัม

มอลตริน           2.0045  กรัม


เอ เจ้ามอนตริน คืออะไรแน่   มอลตรินก็คือ มอลโตรเด็กซ์ตริน ( Maltrodrextrin ) ซึ่งเป็น Oligosaccharides  เมื่อเข้าไปในร่างกายก็จะเปลี่ยนเป็นกลูโคส    อ้อ   มิน่าล่ะ  ยายถึงได้อิ่มน้ำเขียวตลอดวัน ข้าวก็ไม่หิว ตามส่วนประกอบที่ระบุ แสดงว่า  1 ช้อนชา  2.0365 ได้มอนตรินไปเป็นสัดส่วนถึง  98   %  เลยทีเดียว  ส่วนคลอโรฟิลด์ได้แค่เกือบๆ 2 % เอง

พอวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554 คุณยายก็มาที่โรงพยาบาลเสลภูมิตามที่เภสัชกรนัด  ตอนเช้าไปเดินตามหายายที่นั่งรอพบแพทย์อยู่  แล้วให้ยายไปล้างแผลด่วนที่ห้องฉุกเฉิน พร้อมฝาก case ไว้กับพี่พยาบาลคลินิกพิเศษ  วันนั้นระดับน้ำตาลในเลือดของคุณยายเป็น 236 mg% แพทย์ปรับยาใหม่  เป็น  Gliben  2 x2    Piogitazone  1 x1   MTV 1 x 2  พร้อมได้รับ  Dicloxa 1 x 4  และ Lorazepam  และ chlorazepate  ( ก็ในบันทึกเยี่ยมบ้าน เภสัชกรเขียนว่าคุณยายนอนไม่หลับ กังวลเรื่องแผล  เรื่องโรคเบาหวานด้วย จนต้องนอนร้องไห้ )

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554  ไปเยี่ยมบ้านคุณยายเป็นครั้งที่ 3  เวลา 15.30 น. ครั้งนี้เจาะระดับน้ำตาลในเลือด  ผล DTx = 356 mg %  ยายบอกตั้งแต่กลับมาจากโรงพยาบาลแล้วได้ยาใหม่วันนั้น ยายก็กินข้างได้แล้วล่ะหมอ  แต่ยายกินข้าวเที่ยงเมื่อเที่ยงกว่าๆ ตอนนี้บ่ายสามโมงทำไมน้ำตาลยังสูงอยู่

“  แล้วยายเลิกกินคลอโรฟิลด์หรือยังจ๊ะ  ”

“  ยังหรอกหมอ  ยายกลัวแผลไม่หาย  ”

“  แต่ในผงคลอโรฟิลด์ มีตัวนึงที่จะทำให้น้ำตาลในเลือดยายสูงได้นะคะ  งั๊นหมอเอากระปุกคลอโรฟิลด์ยายไปเนาะ  น้ำตาลในเลือดจะได้ลดลง   ”

“  อ้าวแล้วยายจะเอาที่ไหน มาทาขายายล่ะ  เพราะถ้าไม่ได้เอาน้ำคลอโรฟิลด์ทาขา  ยายจะนอนไม่หลับนะ  เพราะขายายมันออกร้อน  เจ็บแปล๊บๆ ตอนกลางคืน  ถ้าทาแล้วจะหายน่ะหมอ  ”

“  ยายอยากหายตามัวมั๊ยจ๊ะ   ถ้าหยุดกินน้ำเขียวๆ ยายจะหายตามัวนะ  งั๊นเอาอย่างงี๊นะคะ   ยายหยุดกินน้ำเขียวๆ  แต่ให้ยายทาขาได้  ตกลงมั๊ย  ”

“   ยายน่ะ กินวันละขวดเลยล่ะหมอ  ” เสียงของตาลอยขึ้นมา

“ หมอก็ว่าแล้วเชียว  ถ้ากินวันละ 2 ครั้ง  เช้า เย็น  ทำไมน้ำตาลมันสูงขนาดนี้   สรุปว่า ทาขาได้อย่างเดียว ห้ามกินนะจ๊ะยาย  ”

คุณยายก็รับปากรับคำอย่างดี  พอดีหลานชายคุณยายกลับจากโรงเรียนพอดี  เลยแนะนำหลานให้กำกับเรื่องคลอโรฟิลด์อีกทีนึง

นี่เป็น case นึง ที่ฉันได้พลาดตั้งแต่การเยี่ยมบ้านในครั้งแรก ไม่สามารถค้นหาที่แท้จริงของคุณยายได้      คิดไม่ถึงจริงๆว่า  คลอโรฟิลด์หรือน้ำเขียวของคุณยาย จะส่งผลต่อชีวิตของคุณยายได้ขนาดนี้   นี่บ้านเมืองเราผู้ประกอบการเห็นสุขภาพเป็นสินค้าไปหมดแล้วหรือนี่   จากLink นี้

http://www.unicity.in.th/?p=342

ที่ระบุสรรพคุณอันวิลิศมาหราของคลอโรฟิลด์ยี่ห้อนี้แล้วก็อึ้ง    กองควบคุมอาหาร อย.จะรู้มั๊ยเนี่ย ว่าผลิตภัณฑ์ที่ตนอนุญาตขึ้นทะเบียนเป็นอาหาร  จะส่งผลร้ายต่อผู้ป่วยได้ขนาดนี้   เมื่อไหร่นะ ผู้ประกอบการจะมีจริยธรรม ตรงไปตรงมา ไม่กล่าวอ้างสรรพคุณโอ้อวดอันเกินจริง   และเมื่อไหร่นะ ที่อย.จะปรับปรุงระบบ Pre marketing ใหม่ซะที  รู้มั๊ยว่าในระดับชุมชน มีปัญหาเรื่องผลิตภัณฑ์สุขภาพมากมายขนาดไหน  ในเมื่อต้นน้ำไม่เคยควบคุมหรือแก้ปัญหาเลย  แล้วปลายน้ำจะให้ทำระบบ Post marketing ให้ดีได้อย่างไร

โดย …. ภก.สุฟยาน ลาเต๊ะ เภสัชกรชำนาญการ  รพ.ยะหริ่ง  ปัตตานี

www.pharmyaring.com/sufyanla

 

เชื่อแน่เหลือเกินว่า  ผู้ที่คลุกคลีอยู่กับการให้คำปรึกษาแนะนำการใช้ยา ต้องเคยพบประสบการณ์การใช้ยาแบบขำ ๆ แปลก ๆ ที่ฮาแทบไม่ออกหลายเหตุการณ์  การนำเรื่องราวเหล่านี้มาแบ่งปัน มิได้มีวัตถุประสงค์อื่นใดนอกจากความเข้าใจบริบทชุมชน และคงเป็นการบ้านที่ท้าทายแก่ผู้มีหน้าที่ส่งมอบยาว่าจะมีกลเม็ดอย่างไรเพื่อให้ยาที่ผู้ใช้บริการระดับรากหญ้าได้รับประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดจากการใช้ยา  รวมทั้งได้รับผลด้านการรักษาตามที่พึงประสงค์

หลายเรื่องราวเป็นเรื่องที่พบเจอกับตัวผู้เขียนเอง  แต่อีกหลายเรื่องราวที่ได้รับฟังจากเพื่อนร่วมวิชาชีพ มองในมุมมองอีกด้านหนึ่ง เรื่องการใช้ยา แม้จะดูเหมือนไม่มีอะไร แต่เอาเข้าจริง ปัญหาตั้งแต่ระดับเล็ก ๆ ไปจนถึงใหญ่โตมักพบเจอเสมอ ช่องว่างระหว่างการรับรู้ของชาวบ้านกับองค์ความรู้ของผู้ให้บริการอาจมีระยะทางกว้างและยาวไกล หากผู้ให้บริการไม่ตระหนักและมักคิดสรุปภาพรวมไปเองโดยไม่สนใจความเป็นปัจเจกของผู้ใช้บริการแต่ละราย รวมทั้งไม่เข้าใจบริบททางสังคมและวิถีการดำรงชีวิตที่ล้วนเป็นปัจเจก อาจทำให้ช่องว่างดังกล่าวยิ่งห่างกันมากขึ้น หาจุดบรรจบยาก

เปาะจิ (คุณตา) แก่ ๆ ท่านหนึ่งมารับยาตามการนัดรักษาของแพทย์  ด้วยอาการริดสีดวงทวารยังไม่หายดี แพทย์จึงสั่งเพิ่มยาริดสีดวงทวารชนิดเหน็บทวารหนักให้  ระหว่างการจ่ายยา เปาะจิเห็นยาเหน็บอยู่ในซองก็รีบออกปากชื่นชมยานี้ทันทีว่า “ยานี้ดีจริง ๆ กินไปแล้วรู้สึกอาการปวดเบ่งตอนถ่ายค่อยยังชั่ว นี่เปาะจิกินทุกวันเลย กินวันละเม็ดก่อนนอน”

เหตุการณ์เช่นนี้มักเจอกับผู้ป่วยสูงอายุ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ไม่ค่อยมีลูกหลานคอยดูแล เช่นเดียวกับผู้ป่วยคลินิกโรคหืดแห่งหนึ่ง ขณะที่ให้สาธิตวิธีการพ่นยา เพราะเคยได้รับมาแล้วก่อนเข้ารับคำปรึกษาการใช้ยา  กลับพบว่ากดยาพ่นเข้ารูจมูกแล้วสูดผ่านจมูกเข้าไป  ผู้ป่วยจึงบ่นว่ายาที่ให้ไปไม่ค่อยดีเลย สูดแล้วก็ไม่เห็นดีขึ้น  ผู้สูงอายุบางคนกดยาพ่นทีเดียว 10 กว่าครั้ง ก่อนจะสูดเข้าไป 1 ที  ยาที่ต้องใช้เทคนิคพิเศษในการใช้ ผู้จ่ายยาควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะหากผู้ใช้กลับไปใช้ยาผิดวิธี ก็อาจไม่สามารถได้รับประสิทธิภาพจากยาอย่างเต็มที่

ทัศนคติและความเชื่อเรื่องอาหารแสลงกับการกินยาก็ยังคงเป็นปัญหาในบริบทพื้นที่ หน้าทุเรียน หน้าแตงโม ทีไร คนไข้มักไม่กินยาทุกที เพราะกลัวว่ากินยาพร้อมทุเรียนยาจะตีกัน บางรายถึงกับลงทุนเว้นระยะกินยาเบาหวานความดันเกือบครึ่งเดือน เพียงเพราะไปกินแตงโม ทุเรียน หรืออื่น ๆ ที่คิดว่าแสลง ทำให้เกิดปัญหาควบคุมความดันเบาหวานไม่ได้  ส่วนรายการอาหารแสลงตามความเชื่อของชาวบ้านมีมากมายหลายรายการ ทั้งข้าวหมาก มันสำปะหลัง แตงกวา ฟักทอง ขนุน เป็นต้น ซึ่งเรื่องความเชื่อเรื่องอาหารแสลงกับยายังคงเป็นประเด็นที่ต้องพูดถึงอีกยาวในบริบทบ้านเรา

ชาวบ้านแถบบ้านเรามักใจดี บ่อยครั้งที่มีการแบ่งปันยาที่ได้รับจากโรงพยาบาลให้เพื่อนบ้านได้กินด้วย  เพราะทึกทักเอาว่าอาการที่เพื่อนบ้านเป็นก็เหมือนอาการที่ตนกำลังเป็น บางครั้งยังพบมีการแบ่งปันยาความดัน  เพราะเพื่อนบ้านมีอาการเวียนศีรษะบ่อย เจ้าของรายการยาก็เข้าใจว่าเป็นความดันเหมือนที่ตนกำลังเป็น

ฉลากยานี่ก็ต้องระวังเป็นพิเศษ  บางรายเห็นฉลากเขียน “รับประทานยา เช้า-เย็น”  ผู้ป่วยกลับกินยาไป 3 มื้อ โดยรวมมื้อเที่ยงอีกมื้อด้วย  เพราะเข้าใจว่า เครื่องหมาย “-“ ขั้นกลางมีความหมายว่า “ถึง”

ฉลากยาแบบเขียนแล้วเขียนไม่ชัดเจนชวนให้ชาวบ้านเข้าใจผิด ที่เคยพบ เช่น ยาน้ำที่แพทย์สั่งจ่าย ¾ ช้อนชา  จำเป็นต้องสอบถามว่า ¾ คืออะไร ให้ชาวบ้านบอกเลยว่าอยู่ตรงขีดไหนของช้อนชา  เพราะเคยพบว่าคนไข้กลับไปให้ลูกกิน 3 ถึง 4 ช้อนชามาแล้ว เนื่องจากการเขียนเลข ¾ ไม่ชัดเจนบวกกับความไม่เข้าใจของชาวบ้าน  โชคดีที่เด็กไม่มีปัญหาอะไร

ครั้งหนึ่งได้ฟังเรื่องราวที่เกิดจากความไร้เดียงสาของเด็ก  ยาเม็ดวิตามินซีรสองุ่นบริษัทหนึ่งมีลักษณะรี และเม็ดสีม่วง  ขณะที่ที่บ้านเดียวกันนั้นมีผู้ป่วยจิตเวช นอนไม่ค่อยหลับ ซึ่งมียา Alprazolam 1 mg อยู่ที่บ้านด้วย ลักษณะสีและเม็ด คนในวัยเด็กย่อมแยกกันไม่ออกว่าอันไหนคือวิตามินซี อันไหนยานอนหลับ กินไป 1 เม็ด  หลับสนิทไป 3 วัน

ยาป้ายตาที่เราจ่ายไป ผู้ป่วยบางรายเอาไปป้ายบนเปลือกตา โดยการหลับตาลงแล้วบรรจงป้ายยาทั่วเปลือกตา รอวันที่ยาจะค่อย ๆ ซึมผ่านชั้นเปลือกตาแล้วลงสู่ตาในเบื้องล่าง เวลาอธิบายจึงต้องเน้นย้ำว่า “ให้ป้ายในดวงตา ป้ายยาในเปลือกตาด้านล่าง ไม่ใช่ป้ายบนเปลือกตาด้านนอก”

ในช่วงที่ยาแก้ไอ Dextromethorphan เป็นที่ต้องการและแสวงหาจากกลุ่มวัยรุ่น ขณะที่ยานี้ได้รับการประสานจากหน่วยงานของรัฐให้ร้านยามีการควบคุมเข้มงวดและระมัดระวังมิให้การจำหน่ายแก่กลุ่มวัยรุ่น  ด้วยสายตากว้างไกลและชาญฉลาด วัยรุ่นหลายคนเวลามาร้านยามักกวาดสายตามองยาที่เข้าข่ายจะใช่ Dextromethorphan จนบรรจบสายตาที่ Bisacodyl (ยาระบาย) เพราะเม็ดยา สี และลักษณะคล้ายกันมากจนแยกกันไม่ค่อยออก อธิบายให้แล้วว่าเป็นยาระบายก็ไม่ฟัง บอกให้จัดมา 30 เม็ด เลยต้องจัดให้ตามคำขู่ขอ ไม่ทราบเช่นกันว่าหลังจากกินยาที่ได้จากร้านยาไปยังจะมีแรงลุกขึ้นเดินอีกหรือไม่ งานนี้คงจะเพลียไปอีกหลายวัน

ยาที่ให้กินก่อนนอน  ต้องเน้นเสมอว่า “ก่อนนอนกลางคืน” เพราะเคยมีกรณีที่ผู้ป่วยนำยาที่ฉลากระบุกินก่อนนอนมาบอกว่า ก่อนนอนทุกครั้งจะกินยาตัวนี้ ไม่ว่าจะนอนงีบตอนเที่ยง หรือนอนหลับยามบ่าย ๆ รวมทั้งการนอนยามค่ำคืนอีกด้วย

คนไข้บางคนชอบเพิ่มขนาดยาเองโดยไม่ได้สอบถาม เคยมีผู้ป่วยมีปัญหาอาการข้างเคียงจากยาแก้ปวดไพรอกซีแคม เกิดอาการแสบในท้องมากหลังกินยาชนิดนี้  สอบถามวิธีกิน ก็พบว่าผู้ป่วยกินยาไพรอกซีแคมขนาด 20 มิลลิกรัมต่อแคปซูลไปแบบ 2 แคปซูลเช้า  และ 2 แคปซูลเย็น โดยเพิ่มยาไปเองเพราะเข้าใจผิดว่าจะทำให้อาการปวดหายเร็วขึ้น

คนไข้หอบหืด เภสัชกรกำลังจ่ายยา Theophylline อยู่  ด้วยความที่คุ้นชินกับยาที่เคยได้รับมานานแล้ว จึงถามก่อนเภสัชกรจะจ่ายยาครบทุกรายการว่า “ยาแก้ผ้าหมอไม่จ่ายด้วยหรือ” ทำเอาเภสัชกรงงว่ายาแก้ผ้าคือยาอะไร  ซึ่งคนไข้หมายถึงยา Terbutaline ที่ไม่ได้อยู่ในแผงนั่นเอง

เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างบางเหตุการณ์ที่มีโอกาสพบเจอ เทคนิคการใช้ยาของผู้ป่วยแต่ละราย ล้วนแพรวพราวไปต่าง ๆ นานา ตามความเข้าใจของผู้ป่วยเอง หรือเพราะจากการเล่าต่อกันมา เป็นหน้าที่ของเภสัชกร หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการส่งมอบยาแก่ผู้ป่วยต้องค้นหาปัญหาที่อาจเกี่ยวเนื่องจากการใช้ยาของผู้ป่วยแต่ละรายให้ได้  ในทางทฤษฎีเรียกปัญหานี้ว่า Drug-Related Problems ซึ่งแบ่งได้ 9 ประเภทด้วยกัน ได้แก่  ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับยาแต่ไม่ได้รับ,  เลือกใช้ยาผิด ไม่ถูกกับโรค หรือไปรับยาที่ไม่ถูกกับโรคหรืออาการที่ตนเองกำลังเป็น,  ได้รับยาในขนาดน้อยกว่าที่ควรจะกิน,  ได้รับยาในขนาดมากกว่าที่ควรจะกิน,  กินยาเข้าไปแล้วเกิดปัญหาอาการไม่พึงประสงค์จากยา,  ได้รับยาที่สามารถเกิดปฏิกิริยาระหว่างยากับยา และหรือยากับอาหาร,  ผู้ป่วยไม่ได้ใช้ยาที่แพทย์สั่งจ่าย,  ใช้ยาโดยไม่มีข้อบ่งใช้ชัดเจน เช่น ได้รับยาโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือการจงใจให้เกิดพิษจากยา (ใช้ยาเพื่อวัตถุประสงค์ต้องการฆ่าตัวตาย เป็นต้น)  และอื่น ๆ เช่น การได้รับยาซ้ำซ้อน  มีหลายกรณีที่ได้รับยาแก้ปวดพาราเซตามอลจากโรงพยาบาล แต่กลับบ้านยังไปกินยาในชื่อการค้าทิฟฟี่ หรือดีคอลเจน ซึ่งมีพาราเซตามอลเป็นส่วนประกอบ

การให้เวลาพูดคุยกับผู้ป่วยแต่ละรายให้มากยิ่งขึ้น จะทำให้เราสามารถสืบค้นปัญหาหรือโอกาสที่อาจเกิดปัญหาของผู้ป่วยได้ ทำให้สามารถป้องกันมิให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดกับผู้ป่วยได้ เหล่านี้ย่อมสอดคล้องกับแนวคิดการให้บริการทางสุขภาพด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ บริการแบบองค์รวม ที่สำคัญในบริบทวิถีอิสลามเช่นบ้านเรา เรายังสามารถสอดแทรกหลักการอิสลามที่ถูกต้องเข้ากับการรักษาของผู้ป่วยได้ด้วย  เช่น เวลากินยา แล้วอาการของโรคบรรเทาหายไป มุสลิมจะบอกว่า “ยานี้ดี” ไม่ได้ แต่ต้องศรัทธามั่นว่า ยาและการรักษาเป็นเพียงสาเหตุหนึ่งเท่านั้น แต่ผู้ที่จะอนุมัติให้หายหรือไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้า เป็นต้น

ในประเทศสหรัฐอเมริกามีกฎหมาย Obra’90 (The Omibus Budget Reconcillation Act of 1990) กำหนดให้เภสัชกรต้องแนะนำการใช้ยาให้แก่ผู้ป่วยทุกครั้งที่จ่ายยา หากผู้ป่วยไม่ยอมรับคำแนะนำจะต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรว่าผู้ป่วยไม่ต้องการรับคำแนะนำการใช้ยาเอง มิเช่นนั้นหากมีการฟ้องร้อง เภสัชกรจะมีความผิด ประเด็นสำคัญของการให้คำแนะนำวิธีการใช้ยา ก็เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยจะได้รับประสิทธิภาพจากการใช้ยาอย่างสูงสุด หากไม่มีเวลาเพียงพอ อาจจะแนะนำสั้น ๆ หรือทำฉลากเสริม หรือแจกเอกสารเพิ่มเติมให้ผู้ป่วยกลับไปอ่าน โดยเฉพาะยาที่ต้องใช้เทคนิคพิเศษ เช่น ยาหยอดตา ยาหยอดหู ยาเหน็บ ยาพ่น

การให้บริการแบบที่เข้าถึงแก่นวิถีทางสังคมของผู้ใช้บริการย่อมเป็นการเสริมคุณค่าของผู้ป่วย เป็นการเข้าใจ และเข้าถึงวิถีชีวิตโดยแท้จริง ทำให้ผู้ป่วยยอมรับและพึงพอใจต่อการให้บริการมากยิ่งขึ้น

sup_zip  แห่ง www.pharmyaring.com

โดย…… ภญ.นุชกานดา  มณี   รพ. เขมราฐ อ. เขมราฐ จ.อุบลราชธานี

วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่เภสัชกรหญิงแห่งโรงพยาบาลชุมชนอย่างเราเริ่มวันใหม่ด้วยการทำงานเหมือนเดิมทุกวัน  มาถึง รพ.ประมาณ 8 โมงกว่าๆ ทักทายน้องๆในห้องยาเช่นเคย จากนั้นก็นั่งลงที่โต๊ะทำงาน หยิบคอมพิวเตอร์ Notebook ออกมาเช็คงานตามปกติ จึงได้รู้ว่าวันนี้มีงานด่วนคือต้องส่งรายงาน KPI พอดีกับน้องที่สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ โทรมาว่าเขาให้ส่งวันนี้นะคะพี่ ถ้าเป็นไปได้หนูขอข้อมูลตอนเช้านี้นะคะ เราก็คิดว่าวันนี้ไม่มีอะไร สบายมาก เลยตอบน้องไปว่า ได้เลยจ้าเดี๋ยวส่งเมล์ให้ แต่พอซักพักหัวหน้าบอกว่าวันนี้น้องเภสัชฯอีกคนลานะ เภสัชกรมีทั้งหมด 4 คนวันนี้จึงเหลือแค่ 3 คนซึ่งต้องแบ่งกองกำลังออกไปประจำการตามจุดทั้งหมด 3 จุดด้วยกัน โดยคนหนึ่งต้องไปจ่ายยาที่คลินิกพิเศษวัณโรค ส่วนพี่หัวหน้าต้องไปจ่ายยาที่คลินิกพิเศษความดันโลหิตสูง ที่เหลือเป็นเราซึ่งต้องจ่ายยาผู้ป่วยนอก ทำไงดีรับปากน้องไปแล้วด้วยสิไม่อยากเสียคำพูดอีกทั้งงานก็คงด่วน จากเดิมที่คิดว่าจะมีเวลารวบรวมข้อมูลส่งรายงาน KPI งานเดียวคงต้องมาจ่ายยาด้วยแล้ว  เอ๊ะ จะทำไงดีสำคัญทั้งสองอย่างซะด้วยสิ ภารกิจจ่ายยาเป็นงานหลักแต่ KPI ถ้าส่งไม่ทันเวลาก็มีผลต่อคะแนน แต่เอาน่าในช่วงเช้าๆ หมอยังมาไม่ครบก็น่าจะพอมีเวลาส่ง KPI ได้ เราเลยยกเอาคอมพิวเตอร์ Notebook และเอกสารมาวางที่เคาน์เตอร์จ่ายยาทำสองอย่างไปพร้อมกันจะได้ไม่เสียเวลา ช่วงแรกคนไข้ทยอยมาทีละคนสองคนก็จ่ายไปเรื่อยๆ  จนเวลาประมาณ 10 โมง มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งมาเคาะๆที่หน้าเคาน์เตอร์จ่ายยา เราเคยก็เห็นบ่อย เด็กๆมันก็ดีไปตามประสาก็เลยบอกเด็กว่า  “อย่าซนนะ เดี๋ยวหมอจับฉีดยานะ ” เด็กจึงกลับไปนั่งเก้าอี้ใกล้ๆกับแม่ที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด และอารมณ์หงุดหงิด เขาคุยเสียงดังพอที่จะทำให้เราที่นั่งอยู่ไกลซัก 2 เมตรได้ยินคำที่เขากำลังคุยโทรศัพท์อย่างไม่ตั้งใจว่า “โรงพยาบาลก็ใหญ่นะ เจ้าหน้าที่ก็เยอะ ทำไมเป็นแบบนี้ ไปมาหลายที่แล้วไม่เคยเจอช้าขนาดนี้เลย แย่จริงๆ จะโทรไปร้องเรียนแล้วนะเนี่ย” เราได้ยินก็คิดว่าเขาคงเจออะไรมาแล้วกำลังโมโห น่าจะเป็นโรงพยาบาลที่อื่นที่เขาเคยไปมา ซักพักเด็กคนนั้นก็มากลับมาเคาะเคาน์เตอร์อีก เราก็บอกอีกว่า “กลับไปนั่งที่นะ รอหมอจัดยาให้ เดี๋ยวได้” เด็กก็กลับไปนั่งอีก จนเวลาผ่านไปอีกซักครึ่งชั่วโมง ในช่วงนั้นยังไม่มีส่งตะกร้าที่จัดเสร็จ เราเลยอาศัยช่วงว่างส่ง KPI ต่อ ทันใดนั้นเองเราก็เหลือบไปเห็นตะกร้าใส่ยาที่จัดเสร็จแล้วอีกใบหนึ่งวางอยู่บนชั้นเก็บเอกสาร เลยสงสัยว่าเอ๊ะ ตะกร้านี้คืออะไรจัดเสร็จหรือยัง ทำไมมาอยู่ตรงนี้ น้อง จพง. บอกว่าหนูจัดเสร็จนานแล้วนะคะ เป็นชั่วโมงแล้ว เอ้าตายหล่ะสิมายังไงไหนลองเรียกชื่อดูสิ    “เด็กชาย จุด จุด จุด รับยาค่ะ” ทันใดนั้นเอง ผู้หญิงคนที่นั่งคุยโทรศัพท์เมื่อซักครู่ ซึ่งหยุดคุยโทรศัพท์และนั่งทำตาถมึงทึงรออยู่ก่อนแล้ว ลุกขึ้นในทันทีแล้วก็เดินฉับๆมาที่เคาน์เตอร์จ่ายยา “ใช่ผู้ปกครองของเด็กชาย จุด จุด จุด มั้ยคะ” เราถามไปด้วยน้ำเสียงไม่เต็มเสียง “ใช่ค่ะ จะไม่ใช่ได้ยังไงหล่ะคะ รอรับยามานานเป็น 2 ชั่วโมงแล้วเนี่ย คุณทำไรอยู่ คุณไม่คิดเหรอว่าชีวิตของเด็กคนนี้ก็มีความสำคัญเท่าๆกับชีวิตของคนอื่น ทำไมคนอื่นมาทีหลังได้ก่อน” แม่ของเด็กน้ำเสียงกระแทกกระทั้นพร้อมร่ายยาวอย่างไม่คิดจะหยุดหายใจเหมือนอัดอั้นไว้นาน เราเองได้ฟังแล้วก็ทำหน้าไม่ถูก ไม่คิดว่าจะโดนใครมาต่อว่าต่อขานด้วยอารมณ์โมโหฉุนเฉียวขนาดนี้มาก่อน ทันใดนั้นก็รวบรวมสติได้ว่าขืนเราปฏิเสธหรือตอบกลับด้วยอารมณ์เช่นกันคงไม่ดีแน่ เพราะยิ่งจะเป็นเชื้อเพลิงให้ไฟพายุอารมณ์ของเธอลุกโชนยิ่งขึ้น ก็เลยบอกออกไปว่า “ ต้องขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้รอนาน เป็นความผิดพลาดของเราจริงๆค่ะ” แม่เด็กไม่หยุดพูดสวนขึ้นควันว่า “ ขอโทษเหรอคะ ไม่คิดว่าจะยกโทษให้หรอกค่ะ” ดูเธอจะยังไม่ลดละ แล้วร่ายต่ออีกว่า “ ชีวิตของคุณหมอ คุณหมอก็รักใช่ไหมคะ เด็กคนนี้เขาก็มีชีวิตนะคะ เขาก็รักชีวิตเขาเหมือนกัน คุณหมอทำแบบนี้ร้องเรียนได้ใช่ไหมคะ ดิฉันร้องเรียนแน่ค่ะ” พอเราฟังมาถึงตอนนี้รู้สึกใจสั่น หน้าชา  หูอื้อ แต่ยังพอมีสติเลยมองหน้าผู้หญิงคนนั้นพร้อมกับยิ้มให้แล้วบอกออกไปว่า “ ขอโทษอีกครั้งจริงๆค่ะ ส่วนจะร้องเรียนแล้วคงแล้วแต่คุณค่ะ” จากนั้นก็จ่ายยาให้เธอจนเสร็จจึงมองออกข้างนอกที่มีผู้ป่วยคนอื่นที่นั่งรอรับยาอยู่อีก 10 กว่าคน ทุกคนเงียบกริบและทุกสายตาก็จ้องมาทางนี้กันหมด เราก็หยุดนิ่งแล้วหายใจเข้าออกยาวๆซักพัก ก่อนจะจ่ายยาให้คนอื่นต่อไป แบบ “the show must go on” ซึ่งนี่นับเป็นครั้งแรกของชีวิตการทำงานมา 12 ปี ที่โดนแบบนี้รู้สึกว่าโห มันแย่เหมือนกันนะ ในความรู้สึกของคนทำงานความผิดพลาดที่เกิดขึ้นทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจแต่มันกระทบกับความรู้สึกของผู้ป่วยหรือผู้มารับบริการมากซะจนทำให้เขาเกิดอารมณ์เบื้องต่ำ ที่ไม่สามารถควบคุมได้ เราคงนิ่งเฉยกับเรื่องนี้ไม่ได้หรอก คงต้องทำไรซักอย่าง เพราะไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้นอีกไม่ว่าจะกับเราเองหรือคนอื่นในฝ่าย พอเสร็จจากงานจึงมีการซักถามหาสาเหตุกับ น้องจพง. ที่จัดยาในวันนั้นว่าสาเหตุของเหตุการณ์ในครั้งนี้น่าจะมาจากอะไรบ้างซึ่งก็พอสรุปได้ว่า

1. ไม่มีระบบบัตรคิวทำให้เกิดการสลับคิว

2. การวางตะกร้ายาของ จพง. เภสัชกรรม ไม่เป็นไปตามลำดับก่อนหลัง

3. เภสัชกรทำงาน 2 อย่างในเวลาเดียวกัน ทำให้ขาดสมาธิ เป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดความผิดพลาดในการจ่ายยา

4. การทำงานที่ไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังหรือเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่สำคัญกว่าก่อนให้เสร็จ

5. ภาระงานที่มากเกินไปของเภสัชกรทำให้ทำงานไม่ทันหรือเกิดความผิดพลาดจากการทำงาน

6. การสื่อสารระหว่างห้องยากับผู้มารับบริการไม่เพียงพอทำให้ผู้มารับบริการที่ไม่ได้ยาภายในเวลาที่กำหนดไม่มาทวงถามยากับเจ้าหน้าที่

จากนั้นก็เริ่มวางแผนและดำเนินการแก้ไขทันที ซึ่งได้แก่

1. จัดทำโครงการ “บัตรคิวฉับไว สบายใจ รอรับยา” โดยทำบัตรคิวให้ผู้มารับบริการและด้านหลังของบัตรคิวยังมีเกร็ดความรู้ด้านยาให้อ่านขณะนั่งรอรับยาด้วย

2. ปรับเปลี่ยนระบบการทำงานโดยขณะจ่ายยาไม่ควรทำงานอย่างอื่นไปด้วย

3. ด้านภาระงานของเภสัชกรที่มากเกินไปซึ่งตาม GIS รพ. เขมราฐควรมีเภสัชกร 6 แต่ปัจจุบันมี 4 คน จึงวางแผนเพิ่มเภสัชกรให้เพียงพอซึ่งจะมีเพิ่ม 1 คน ในเดือนเมษายน 2554

4. เพิ่มช่องทางการสื่อสารระหว่างห้องยากับผู้มารับบริการ โดยการเพิ่มข้อความ “กรุณาแจ้งเจ้าหน้าที่ห้องยาหากไม่ได้รับยาภายใน 20 นาที” และ เพิ่มช่องทางการรับฟังความคิดเห็นโดยเพิ่มกล่องรับฟังความคิดเห็นเพิ่มที่บริเวณหน้าห้องยา

ซึ่งก็หวังว่าน่าจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องดังกล่าวได้ค่ะ

ความเปลี่ยนแปลง

โดย… ภญ.สุภาวดี  เปล่งชัย  รพ.เสลภูมิ  ร้อยเอ็ด

 

ตั้งแต่กลางปี 2553  มานี้ ชีวิตสุภาวดี เปลี่ยนแปลงไปเยอะพอสมควร สังเกตตัวเองได้เพราะเมื่อเดือนตุลาคม – ธันวาคม  เกือบทุกๆปี ต้องเฝ้าสนามกีฬา  ไม่ว่าจะเป็นกีฬาภายใน CUP  กีฬาโซน   กีฬาสาธารณสุขจังหวัด  กีฬาระดับอำเภอ   ยิ่งแข่งเหย้า-เยือน กว่าจะได้กลับถึงบ้านก็ 3 ทุ่ม  ผลการแข่งขัน  กำหนดการแข่ง  ไม่ว่าจะแข่งระดับไหน  รู้โม๊ด   ก็เป็นเลขานุการนี่นา   กำหนดการก็ฉัน  พิธีกรก็ฉัน  หิ้วกระติกก็ฉัน   แต่งสแตนท์เชียร์ก็ฉัน  โทรทวงค่าโต๊ะจีนก็ฉัน   ชุดนักกีฬาก็ฉัน  นักกรีฑาก็ฉัน  ผู้จัดการทีมก็ฉัน  หรือเรียกให้ถูกคือเจ้าแม่งานกีฬา  5555

แต่ตอนนี้ออกจากวงการกีฬาโดยสิ้นเชิงแล้ว   ไม่น่าเชื่อว่าเภสัชกร OPD และงานคุ้มครองผู้บริโภค หน้าตาดีๆอย่างเรา  จะได้ออกเยี่ยมบ้านผู้ป่วย  งานเยี่ยมบ้านไม่เคยอยู่ใน Plan มาก่อน  จนได้มาจับงานเภสัชกรรมปฐมภูมินี่ล่ะ   แรกๆไม่รู้จะเริ่มยังไง  นานๆไปเอาวะ ออกก็ออก  ไปมันคนเดียวนี่ล่ะ        ( บางวันขับรถรพ.ออกคนเดียวจริงๆ )   ได้พี่ๆน้องๆในรพ.สต. รวมถึงอสม.ออกร่วมด้วย  ดีที่ทางพื้นที่เค้าเก่งๆกันอยู่แล้ว   แต่เภสัชกรอย่างเราเป็นเหมือนหัวหน้าทีม  เป็นหลักในงานนี้ซะแล้ว  ทำไงดี

แต่เยี่ยมๆไป ก็ยังไม่รู้ว่า คนไข้ได้รับผลดีจากการเยี่ยมของเรายังไงบ้าง  นอกจากการแนะนำวิธีกินยา  การเก็บยา  การหา DRP  ( มันเป็น routine )  จนได้เจอผู้ป่วย case นึงเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน 2553

พบ ชายสูงอายุ  เป็นอัมพาตจากภาวะหลอดเลือดสมองตีบ ตั้งแต่ เมษายน 2553  ตอนที่ไปพบครั้งแรก คุณตานอนอย่างสิ้นหวัง  เป็นอัมพาตซีกซ้าย  พูดไม่ได้  สามารถลุกนั่งได้เอง  มีภรรยาคอยดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดวัน   พบทั้งยาที่ได้รับจากโรงพยาบาล  ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณจำนวน 6 ขวด  ( ฟังจากดีเจ ว่า “เถาเอ็นอ่อน ” รักษาอัมพาตได้ )  และที่น่าตกใจคือยาลูกกลอน  ทั้งเม็ดกลม  เม็ดรูปท่อน  เปลือกไม้สำหรับชงรับประทาน  ยาผงสีเหลืองๆ  โดยมีหมอ (เถื่อน)มารักษาให้ถึงบ้าน ในราคา 3,900 บาท  ทีนี้ล่ะเภสัชกรคบส.อย่างฉัน  ยอมไม่ได้   หาข้อมูลอีก 4 วัน รวมเสาร์ – อาทิตย์  เข้าแจ้งความที่โรงพัก  โดยมีภรรยาผู้ป่วย ไปให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนด้วย

จากนั้นฉันได้ประสานทีม “  ศูนย์ดูแลผู้พิการครบวงจร ” ให้ออกมาดำเนินการเรื่องบัตรผู้พิการ  เพื่อคุณตาจะได้รับเบี้ยเลี้ยงเดือนละ 500  บาท   และได้ชวนน้องนักกายภาพบำบัด มาช่วยดู case นี้ด้วย   แรกๆน้องก็ฝึกให้บริหารแขนตัวเองโดยใช้มืออีกข้างช่วย  ฝึกการออกเสียง   สัปดาห์ต่อๆมาก็ให้ฝึกยืน  โดยต้องใช้คนถึง 5 คน ในการดึงร่างคนไข้ขึ้นมาจากที่นอน   ทั้ง 5 คน  มีภรรยา  นักกายภาพบำบัด  เจ้าหน้าที่แพทย์แผนไทยของรพ.สต.  อสม. และพนักงานขับรถ   ( เภสัชกรถ่ายภาพและกวาดบ้าน  )   น้องกายภาพจัดหา walker  มาให้  และให้ญาติหาเตียงไม้ไผ่มาแทนการนอนกับพื้น  ( จะได้ฝึกยืนได้ง่าย )  แต่กว่าจะได้เตียงมานอน  ก็หลายสัปดาห์เพราะเพื่อนบ้านหวังดีกลัวคนไข้ตกเตียง  ให้ยกเตียงออก   ทีมเราก็แนะนำให้ทำราวจับอย่างง่าย  นั่นล่ะกว่าจะลงตัว

ไม่น่าเชื่อ  จากเดือนพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์   ตอนนี้ไปเยี่ยมบ้านล่าสุด เมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2554 นี่เอง   ฉันได้พบรอยยิ้มและแววตาที่สดใสของทั้งผู้ป่วยและภรรยา  โดยคุณยายผู้เป็นภรรยาบอกว่า   โอยคุณหมอ   ฉันคุยกับตาว่านึกว่าชาตินี้ตาจะไม่ได้เหยียบแผ่นดินอีกแล้วก็เพราะตอนนี้คนไข้ของพวกเรา  ( เภสัชกร   นักกายภาพบำบัด  พยาบาลประจำรพ.สต.  เจ้าหน้าที่แพทย์แผนไทยประจำ รพ.สต.  อสม. )  กำลังหัดเดินโดยใช้ walker  ไปรอบๆบ้าน   และน้องนักกายภาพได้มอบของขวัญให้อีกชิ้นคือ cane  เป็นไม้เท้ามี 4 ขา   เท่ห์มาก

จนถึงวันนี้ฉันก็ยังคิดว่า  เภสัชกรอย่างฉันทำได้อย่างไร  สามารถช่วยให้คนนอนอย่างสิ้นหวัง  ให้มีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง  ให้เดินได้  เท้าได้สัมผัสพื้นดินที่เค้าคุ้นเคย   ถึงแม้คุณตาเดินได้ไม่ใช่เพราะเภสัชกรเยี่ยมบ้านโดยตรง  แต่ฉันถือว่าฉันได้เป็น  case manager  ในการดูแลคุณตาให้มีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงอีกครั้ง    เท่านี้การเปลี่ยนแปลงในชีวิตเภสัชกรอย่างฉัน  ก็มีความอิ่มใจแล้วค่ะ

 

ชีวิตของชีวิน

โดย…ภญ.ประกาย  หมายมั่น (โรงพยาบาลวังหิน  จังหวัดศรีสะเกษ)

วันนี้ข้าพเจ้าอยากเล่าเสี้ยวหนึ่งของชีวิตผู้ป่วยที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสรับรู้ถึงความทุกข์ยากและเหตุแห่งปัจจัยของการมา Admit ที่โรงพยาบาลหลายครั้งของผู้ป่วยคนหนึ่ง  ผู้ป่วยคนนี้มีนอนพักรักษาที่โรงพยาบาลหลายครั้งและครั้งละหลายวันจนเจ้าหน้าที่ทุกคนจำได้  แต่เพราะเหตุใดเขาจึงต้องมานอนโรงพยาบาล….

ชีวิน  มาจากครอบครัวชาวนาที่อาศัยอยู่ที่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอไม่ถึง 3  กิโลเมตร  ชีวิตในวัยเด็ก ชีวินอาศัยอยู่กับพ่อ  เนื่องจากแม่เสียชีวิตตั้งแต่ชีวินอายุยังน้อย  มีพี่น้องทั้งหมด      7 คน  พี่ชาย 5 คน  พี่สาว 1 คน  ชีวินเป็นลูกชายคนสุดท้อง  หลังจากเรียนจบชั้น ม. 3 ชีวินได้เรียนต่อที่โรงเรียนมัธยมในตัวจังหวัด  แต่ด้วยความยากจนทำให้ไม่สามารถเรียนจนจบได้  ชีวินตัดสินใจไปทำงานที่กรุงเทพเหมือนกับเด็กหนุ่มหลายคนในหมู่บ้าน งานแรกที่ได้ทำเป็นงานขายรถจักรยานยนต์ของบริษัทในกรุงเทพ    ด้วยความรู้ที่มีไม่มากนัก  ทำให้ได้เงินเดือนขั้นต่ำร้อยกว่าบาท  ซึ่งไม่เพียงพอกับค่าครองชีพในแต่ละวัน  ต่อมาจึงได้เปลี่ยนไปทำงานก่อสร้างกับพี่ชายที่จังหวัดนครปฐม  โดยทำงานรับจ้างทุกรูปแบบทั้งแบกหาม  ชีวินเล่าว่าความจริงแล้วในช่วงนั้นอยากทำงานเป็นทหารช่วยชาติเหมือนคนอื่น แต่ไม่ผ่านการคัดเลือกเป็นทหารได้  เนื่องจากในวันเด็กเคยไปเก็บผักบุ้งในท้องนาให้ยาย  แล้วลื่นไถลลงไปในน้ำโดยกิ่งไม้ทิ่มตาข้างซ้ายเกิดแผล  ทำให้ตามองไม่ชัดตั้งแต่นั้นมา  รวมทั้งร่างกายที่ผอม  เตี้ย  ทำให้ไม่ผ่านการเกณฑ์ทหาร

หลังจากทำงานรับจ้างที่จังหวัดนครปฐมแล้ว  ชีวินได้รับการชักชวนจากเพื่อน ๆ ให้ไปทำงานในเรือประมง  ซึ่งต้องอาศัยอยู่ในเรือประมงหาปลาในทะเลเป็นเวลานานหลายเดือน ชีวินเล่าว่าในระหว่างที่ทำงานในเรือประมงนั้น  ไม่มีอุปกรณ์ช่วยเหลือในการทำงานทั้งที่ครอบหูทำให้เกิดอาการหูตึง ไม่มีเวลาหยุดพักที่แน่นอน  ทำงานหนักมาก  เถ้าแก่จะมีการใช้ยากระตุ้นทำให้คนงานแต่ละคนสามารถทำงานได้นานขึ้น  สารเสพติดทั้ง 5 หลุดออกจากปากของชีวินพร้อมกับสีหน้าที่บ่งบอกถึงความสะเทือนใจ  ยาม้าหรือยาบ้าในสมัยปัจจุบัน  กระท่อม  มอร์ฟีน  กาว  และเฮโรอิน  ชีวินเล่าว่าที่เขาต้องติดเอดส์ในทุกวันนี้ไม่ได้เกิดจากการเที่ยวผู้หญิงอย่างที่หลายคนเข้าใจ  แต่เกิดจากการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับเพื่อนคนงานอื่น ในขณะที่อยู่ในเรือกลางทะเล  เมื่อถามว่ารู้จักโทษของสิ่งเสพติดเหล่านั้นหรือไม่  ชีวินตอบว่า “รู้”  แต่เป็นเพราะสภาพแวดล้อม  เพื่อน  เถ้าแก่และต้องการได้เงินส่งมาให้พ่อที่ต้องทำนาที่บ้านนอก เลยต้องใช้ยาเหล่านั้น  ชีวิตชาวเรือประมงของชีวินนอกจากมีความลำบากในการทำงานที่หนักมาก  การใช้ยาเสพติด   แล้วยังเสี่ยงต่อการถูกจับด้วย  ชีวินบอกว่าเคยถูกตำรวจจับเนื่องจากการบุกรุกน่านน้ำ  ต้องรอให้เถ้าแก่ไปรับ  หลังจากที่ต้องทำงานหนักอยู่หลายปี   ชีวินก็ไม่ได้เงินมากนัก  รวมทั้งติดโรคเอดส์  ทำให้พ่อของชีวินไปรับชีวินกลับมากอยู่ที่บ้านนอกด้วยกัน

ข้าพเจ้าได้สอบถามเส้นทางไปบ้านชีวิน  ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากที่ว่าการอำเภอวังหินมากนัก  แต่อำเภอวังหิน  จังหวัดศรีสะเกษ ยังเป็นพื้นที่การเกษตรและรายรอบไปด้วยไร่  นาและสวนของชาวบ้าน  ถนนไปบ้านชีวินยังเป็นทางดินหรือทางเกวียนในละครโทรทัศน์  ถนนเป็นหลุม  ตอนแรกข้าพเจ้ายังนึกไม่ออกว่าจะไปบ้านชีวินได้อย่างไร  เพราะเมื่อไปตามทางที่ชาวบ้านคนอื่นบอกมันเหมือนเป็นทางเข้าไปในป่ามากกว่าเป็นทางไปบ้านคน  พอผ่านถนนดินที่เป็นหลุมแล้ว   ก็ต้องผ่านเข้าไปในป่าละเมาะซึ่งทางที่ไปยังไม่มีการจัดทำเป็นถนนที่ชัดเจน  เป็นทางเส้นทางที่ชาวบ้านตัดไม้ออกแล้วใช้เป็นเส้นทางไปทำมาหากินในป่าแค่นั้นเอง ระหว่างที่เดินทางข้าพเจ้าได้ยินเสียงไม้ขีดกับตัวรถเป็นช่วง ๆ บางจุดต้องเดินลงจากรถเพื่อประเมินดูว่าสามารถนำรถเข้าไปได้หรือไม่  ถ้าเป็นหน้าฝนเส้นทางนี้คงต้องปิดตาย  เนื่องจากน้ำท่วม  ผ่านเข้าไปในป่าประมาณ 1 กิโลเมตร  ข้าพเจ้าได้พบกับป่าที่ไม้ถูกตัดเพื่อปลูกมะนาว  และต้นไม้อื่น  สภาพที่เห็นไม่สามารถเรียกว่าเป็นการทำสวนมะนาวได้  เนื่องจากเป็นการปลูกมะนาวในป่ามากกว่าการทำสวน  ข้าพเจ้าได้พบกับลุงสาย  พ่อวัย 75 ปีของชีวิน  ลุงสายเป็นพ่อพระที่ประเสริฐมาก  ลุงสายจะทำหน้าที่พาชีวินไปหาหมอที่โรงพยาบาลตามนัดทุกครั้งไม่เคยขาด  ทำหน้าที่ในการจัดหายาและอาหารให้ลูกชายคนเล็กได้กินเสมอ  บ้านที่อาศัยมีลักษณะเป็นเพียง โครงสร้างบ้านชั้นเดียวที่มีเพียงเสา  หลังคา  ส่วนฝาผนังบ้านคงมีเพียงสังกะสีปิดไว้ไม่ให้ลมพัด  แต่ยังไม่รอบด้าน ข้าวของเครื่องใช้ก็วางไว้ที่มุมบ้าน  ข้าพเจ้าเห็นชีวินนอนอยู่บนเสื่อเก่า ๆ ปูบนพื้นซีเมนต์และมีสังกะสี เป็นฝาผนัง ชีวินคงได้ยินเสียงสุนัขที่เลี้ยงไว้เห่าจึงตื่นขึ้นมาพร้อมกับยกมือไหว้ข้าพเจ้า  ลุงสายบอกชีวินว่าไม่ต้องทำอะไรเดี๋ยวจะเหนื่อย  จากสภาวะโรคของชีวินในช่วงนี้คงไม่สามารถทำได้อะไรได้มากกว่าการพยายามดูแลตัวเองให้สามารถมีแรงเดินหรือใช้ชีวิตประจำวันได้  ตอนนี้ประวัติการรักษาโรคที่โรงพยาบาลของชีวินมีโรคหลายอย่าง  คือ  เอดส์  วัณโรค  จิตเวช   ในการไปรับยาที่โรงพยาบาลทุกครั้งจะได้ยากลับมาไม่ต่ำกว่า      10 รายการ จากข้อมูลประวัติการรักษาที่ข้าพเจ้าได้ค้นมา  พบว่ามีหลายครั้งที่ชีวินต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากมีเลือดออกตามช่องท้อง  บางครั้งรุนแรงถึงขั้นต้องส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลศรีสะเกษ  ข้าพเจ้าสอบถามถึงวิธีการไปโรงพยาบาลของชีวิน  ลุงสายเล่าว่าบางครั้งก็ซ้อนจักรยานแล้วค่อย ๆ ปั่นไป  บางครั้งก็ต้องใส่รถเข็นไป  พอสอบถามถึงพี่น้องคนอื่น ๆ ลุงสายบอกว่าลูกคนอื่นต่างมีครอบครัวแล้วย้ายออกไปหมดแล้ว  แต่ก็ยังคงมาเยี่ยมเยียนบ้าง  ที่ดินและบ้านที่เคยมีอยู่มากมายก็ถูกยึดไปเกือบหมดแล้ว  เหลือแค่ที่มีอยู่นี้  บริเวณพื้นที่บ้านป่าที่ลุงสายอาศัยอยู่กับชีวินจะติดลำห้วย  ซึ่งเมื่อถึงหน้าน้ำมาจะท่วมพื้นที่จนเกือบถึงบริเวณที่ปลูกบ้านทำให้เกิดความลำบากมาก  ไม่มีไฟฟ้ามีแค่แสงไฟจากตะเกียงเท่านั้น  สำหรับอาหารการกิน  ลุงสายบอกว่าไม่ลำบากมากนักเนื่องจากมีอาหารจากป่า  ทั้งหน่อไม้  พืชผักและปลาที่สามารถหาได้  กลางคืนลุงสายจะหารายได้พิเศษจากการสานตะกร้าขายซึ่งเรียนรู้จากการสอนของชมรมธารน้ำใจ

สำหรับเรื่องอาการโรคของชีวิน  หลังจากชีวินได้สมัครเข้าโครงการ ARV ซึ่งเป็นโครงการรับยาต้านไวรัสเอด์ของโรงพยาบาลวังหิน  ชีวินต้องกินยาไม่ต่ำกว่า 20 เม็ดต่อวัน  (มียาเอดส์  วัณโรค  จิตเวชและอื่น )  ลุงสายจะทำหน้าที่ในการจัดยาเป็นชุดให้โดยอาศัยซองเล็ก ๆ ที่ฝ่ายเภสัชกรรมจัดให้  ข้าพเจ้าสอบถามถึงวันที่พ่อต้องไปทำงานหรือทำธุระที่อื่นชีวินจะกินยาอย่างไร  ลุงสายบอกว่าไม่เคยไปไหนก่อน  หากจะไปไหนก็ต้องเอายาให้ชีวินกินแล้วเท่านั้น  เมื่อชีวินมีอาการรุนแรง   เครียดจากสภาวะโรคจิตเวชที่เป็นอยู่  ลุงสายจะขู่ชีวินว่าจะให้งดยาต้านไวรัสเพื่อให้โรครุนแรงขึ้นจนตาย  ทำให้ชีวินคิดได้แล้วตัดสินใจดูแลตนเองให้ดีขึ้น

นี่คือหนึ่งชีวิตที่เราชาวเภสัชกรต้องให้การดูแลมากกว่า “การจ่ายยารักษาโรค” เท่านั้น

โดย..ภญ.วีราภรณ์ ศรีสังข์ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า

ลุงปฐมพงษ์เป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรังใช้สิทธิเบิกจ่ายตรงที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ในคลินิกรุ่งอรุณของอาจารย์นภาพรมาตลอด วันนี้เมื่อเภสัชกรน้องใหม่อธิบายการกินยา ให้กับผู้ป่วย ลุงผู้ป่วยได้แจ้งกลับว่ายา crester และ lasix นั้นกิน 1 เม็ดมาตลอดไม่เคยกิน½ เม็ดตามแพทย์สั่งเลย น้องเภสัชกรสาวจึงพยายามช่วยผู้ป่วยให้ใช้ยาตามสั่งให้ได้โดยแนะนำวิธีต่างๆเช่น ใช้เครื่องแบ่งเม็ดยา ให้คนที่บ้านช่วยแบ่งให้ เป็นต้น  แล้วคุณลุงก็เลือก“ขอเครื่องตัดเม็ดยาได้ไหมครับ”… แต่ปัญหาคือที่รพ.พระนั่งเกล้าไม่มีเครื่องตัดเม็ดยาขาย และขณะจะอธิบายว่าจะหาซื้อที่ใดได้บ้างในละแวกนี้… คุณลุงพูดสวนขึ้นมาว่าถึงได้เครื่องมาผมก็คงตัดไม่ได้ เพราะแขนผมเหลือแค่ข้างเดียว… สัญชาตญาณการแก้ไขปัญหาดำเนินการต่ออย่างฉับพลัน… งั้นคุณลุงก็ให้คนที่บ้านช่วยแบ่งให้ซิคะ เสียงตอบสวนออกมาจากน้องเภสัชกรสาว คุณลุงชูแขนที่มีแค่ข้อมือให้ดูพร้อมพูดว่า ผมมีแขนเดียวแบ่งยาได้ไง ??? (คุณลุงตอบด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย)
สัญชาตญาณแบบยาขอ หมอวานสั่งให้ข้าพเจ้าดำเนินการแทรกแซงทันที(แทรกแซง = inter-vention)ด้วยการคุยกับคุณลุงให้มากขึ้น  …คุณลุงคะเชิญคุยที่ช่อง 7 ก่อน… แล้วก็ได้ทราบ back-ground ว่าผู้ป่วยเป็นหัวหน้าครอบครัวเกิดอุบัติเหตุแขนขาด ภรรยาจึงทิ้งไป ผู้ป่วยจึงใช้ชีวิตคนเดียวมาตลอด จึงรู้สึกไม่พอใจเมื่อเภสัชกรแนะนำให้หาคนมาแบ่งเม็ดยา จึงขอที่ตัดเม็ดยา และที่สำคัญที่แล้วมาก็ไม่ได้ตัดแต่ใช้วิธีกินทั้งเม็ด เมื่อหมดจะไปขอเพิ่มที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าเพราะทำงานที่นั่น เมื่อเปิดดูค่า lab ครั้งก่อนไม่พบความผิดปกติแต่ตรวจ lipid profile ปีละครั้งล่าสุดเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว(ทำให้ไม่แน่ใจว่าขณะคุยอยู่นั้น ผู้ป่วยเสี่ยงต่อ lipid – induced CVA หรือไม่) จึงต่อรองกับผู้ป่วยว่าขอ consultอาจารย์นภาพรเรื่องนี้ก่อน… คุณลุงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วยิ้มยินยอมให้ปรึกษาแพทย์ให้ ซึ่งผลการ consult ในรายละเอียดและดูค่า lab แล้วให้ผู้ป่วยกิน crester และ lasix อย่างละ1 เม็ดจำนวน 190 วันและขอ work up เจาะ lipid profile อีกครั้ง โดยคุณหมอนภาพรตกใจที่ไม่ทราบมาก่อนเลยว่าผู้ป่วยมีแขนเดียว ซึ่งนึกขึ้นได้ว่าที่แล้วมาผู้ป่วยมักเอามือซุกในกระเป๋ากางเกงเสมอ
บทเรียนที่ได้ในมติของการดูแลด้านจิตวิณญาณ
การ sense ให้เร็วถึงความต้องการแสดงศักยภาพในการพึ่งพาตนเอง(self-esteem)ของผู้ที่เคยเป็นหัวหน้าครอบครัวแล้วต้องอยู่คนเดียว(ภรรยาทิ้งไป)นั้น ด้วยการสังเกตุว่าผู้ป่วยปฎิเสธการหาผู้อื่นมาแบ่งเม็ดยาให้และเปิดเผยให้เห็นว่ามีแขนข้างเดียว
เภสัชกรจำเป็นต้อง integrate ความรู้ด้าน clinical ขั้นสูง ให้เข้ากับความต้องการสร้าง self-esteem ของผู้ป่วยและกล้าที่จะอธิบายให้แพทย์ผู้รักษาทราบว่าทำไมจึงต้องปรับ Treatment plan(ซึ่งเป็น The best – line treatment) และ future plan ที่จะป้องกันความเสี่ยงทาง cardiovascular effect อื่น… ซึ่งเป็น alternate-line ที่ไม่ใช่เพียงท้าทายความสามารถทางองค์ความรู้ทางเภสัชกรรมของคุณเท่านั้น แต่ยังท้าทายจิตวิญญาณ(spiritual)ของความเป็นมนุษย์ของคุณด้วย

หมายเหตุ ขออนุญาตนำ link อธิบาย “ยาขอ หมอวาน” ซึ่งสำนวนที่ผู้เขียนได้ยินได้ฟังและเป็นสาเหตุให้ก้าวสู่อาชีพเภสัชกรรมค่ะ
http://www.oknation.net/blog/wizardofheavenly/2009/03/21/entry-1

โดย..ภญ.จันทร์จรีย์  ดอกบัว

โรงพยาบาลปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ

 

เรื่องที่ข้าพเจ้าจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้เป็นเรื่องเล่าของข้าพเจ้าที่เข้ามาอยู่ในทีมเยี่ยมบ้านของโรงพยาบาล

ณ โรงพยาบาลปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ

ข้าพเจ้าเกิดหงุดหงิดคนไข้ที่มาขอรับยาแทนสามีคนหนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่า

พอเข้ายุคยกเลิก 30 บาท ยาพ่น Salbutamol MDI  นั้นสามารถแจกได้ฟรีทั้งหมดสำหรับคนที่ใช้บัตรทอง เนื่องจากบัตรทองที่ปทุมราชวงศามี ท. ทหาร… เต็มไปหมด ในขณะที่เมื่อก่อน จะแจกฟรีคนละ 1 หลอดต่อเดือน ถ้าใครใช้หมดโควตาจะต้องจ่ายเงินเอง ผู้ป่วยที่เป็นโรคปอดยืด ( COPD ) ก็มักจะเป็นพ่อเฒ่า-แม่เฒ่าแก่ๆ ที่สอนแล้วสอนอีกก็ยังพ่นไม่ดี กดที….โอยควันฟุ้งกระจายหรือไม่ก็บอกว่าพ่นแล้วมันขมจังน่ะ พ่นกันไม่ค่อยจะรู้สึกหรอก มันค้างในปากหมด ยาหลอดหนึ่งพ่นกัน 10-15 วันมันก็หมด

มายุคนี้ข้าพเจ้าจึงพยายามสอนอย่างสุดความสามารถ เอาเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทุกคนที่อยู่ใกล้ ( เภสัชกรคนอื่นๆ พยาบาล ) มาช่วยกันสอนวิธีพ่นยา คนไข้บางรายถูก admit เพื่อสอนพ่นยาก็มี เพื่อจะได้พ่นยากันอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เสียดายเงิน

วันนี้แม่เฒ่าพรแกมาหาเรา ทุกครั้งจะมากัน 2 คนผัวเมีย พ่อเฒ่าเสริฐจะมารับยาประจำ แต่วันนี้ไม่มา ให้แม่เฒ่าพรมารับยาแทน เราเลยถามไปว่า ทำไมพ่อเฒ่าเสริฐไม่มา เราเพิ่งจะรู้วันนี้ว่า แม่เฒ่าพรแกหูตึงเลยต้องใช้เสียงดังพอสมควร ( เราไม่ค่อยจะใช้เสียงดังเท่าไหร่ เวลาเสียงดังจะฟังดูโหดมาก ) ได้ความว่า ที่พ่อเฒ่าเสริฐมาไม่ได้เพราะแกเหนื่อยมากมาไม่ไหว หารถโบกมาโรงพยาบาลไม่ได้ แม่เฒ่าพรจึงมาเอายาไปให้ เราจึงสงสัยแกมายังไง แกบอก เดินมา

เรานึกว่าบ้านแกอยู่ใกล้ๆถึงเดินมาได้ ก็เกิดสงสัยในใจอีกว่าแล้วทำไมพ่อเฒ่าเสริฐแกไม่เดินมาด้วย เผื่อจะได้พ่นยาแบบ Nebulizer และจะได้รับยาเอง ส่วนเราจะได้ดูวิธีพ่นยาด้วยว่าถูกต้องหรือปล่าว

ระหว่างที่ซักประวัติอย่างยากลำบากเพราะหูแม่เฒ่าไม่ดี พลิก OPD CARD ไปดูวันที่รับยาครั้งที่แล้ว ให้ตาย ! แกเพิ่งมารับยาได้ 15 วัน…..เอาแล้วเรา ของขึ้นเลย สงสัยอยู่ในใจเลยว่า พ่อเฒ่าเสริฐคงจะพ่นยาไม่ถูกวิธีแน่ๆ พลางก็นึกเห็นภาพพ่อเฒ่าแก่ๆพ่นยา MDI ฟื้ด ! ฟื้ด !ฟื้ด !ฟื้ด !ฟื้ด ! เห็นผลทันตา ….ควันลอยเต็มหน้าเต็มตาเลย แล้วก็ยังหอบต่อไป แล้วก็ยังนึกต่อไปอีก แล้วอย่างนี้จะเอาเงินที่ไหนมา support ไหว เรายังพยายามซักถามแม่เฒ่าต่อไป ให้พยาบาลเข้ามาช่วยซักด้วยจนเห็นว่าไม่ไหว คงจะเหนื่อยและหมดเวลาอีกมากกว่าจะได้ความ เราจึงหยุด แล้วบอกแม่เฒ่าพรว่า ไว้คราวหน้าให้พ่อเฒ่าเสริฐมาด้วยนะคะ แกพยักหน้าพร้อมยกมือไหว้ที่จ่ายยาให้แก

เลิกงานวันนั้นเราเกิดคึก ถามพี่พยาบาลฝ่ายเวชฯซึ่งรู้จักชาวบ้านดีว่าบ้านของเฒ่าทั้งสองอยู่ที่ไหน แต่เรานึกหนทางไม่ออกจึงขอให้พี่พยาบาลช่วยพาเราไป เราขี่จักรยาน กับพี่พยาบาล  เราไม่ลืมที่จะพกกล้องติดตัวไปด้วยเผื่อเจอวิวข้างทางสวยๆจะได้ถ่ายรูปเก็บไว้ ข้าวกำลังออกรวงสีทองอยู่พอดี

เริ่มออกจากโรงพยาบาล ลมกำลังหนาวได้ที่เลย เราถีบจักรยาน สักครู่ก็หายหนาว กลายเป็นลิ้นห้อยแทน….เรากำลังพยายามขี่จักรยานให้ชาวบ้านเห็นว่าหมอก็ออกกำลังกายเหมือนกันนะ ไม่ใช่พูดแต่ให้เขาออกกำลัง แต่ไม่เคยเห็นหมอทำเลย….

ในที่สุดก็มาถึงบ้านเฒ่าทั้งสองคน บ้านอยู่บนเนิน ลักษณะเป็นห้องเล็กๆคล้ายกระต๊อบแต่ก่อขึ้นด้วยอิฐบล็อกสีเทาแล้วฉาบด้วยปูนง่ายๆ พี่พยาบาลบอกว่า เดิมเป็นกระต๊อบจริงๆ เฒ่าเสริฐกำลังนั่งทำอะไรอยู่หน้าบ้าน ( หน้าประตูเข้าบ้าน นั่นคือหน้าบ้าน ) ข้างๆบ้านแกมีลานเล็กๆอยู่ มีหมาไทยพันทางนอนขดอยู่ 3 ตัว

เราไหว้แก แกไหว้ผม แม่เฒ่าพรที่อยู่ในบ้านก็ออกมา ดูเฒ่าทั้งสองดีใจที่หมอมาหา ทั้งหมดเข้าไปนั่งในบ้าน

แสงแดดอ่อนตอนเย็นสาดเข้ามาทางหน้าต่างที่มีอยู่เพียงบานเดียวให้พอมองเห็นได้ ในบ้านก็เป็นพื้นปูนธรรมดา มีเสื่อปูอยู่ผืนหนึ่ง เราสังเกต เฒ่าแกคงจะไม่ค่อยเปิดหน้าต่างเท่าไหร่ เพราะพื้นไม่ค่อยมีฝุ่น

หลังสอบถามพ่อเฒ่าเสริฐว่าอาการเป็นอย่างไรบ้าง พี่พยาบาลฟังปอดดู wheezing ไม่มากเท่าไหร่ แกว่าเบาลงหลังได้ยาพ่น ลองให้แกลองพ่นยาให้ดู ในขณะที่เราคอยจับผิดเต็มที่ เตรียม spacer มาพร้อม เผื่อแจกให้ใช้เสียเลย ปรากฏว่าแกพ่นยาถูกแฮะ! ไม่มีควันเลย ( สงสัยจะเหนื่อยจริง ) พี่ พยาบาลบอกพ่อเฒ่าว่า ถ้าไม่เหนื่อยมากก็ไม่ต้องพ่นนะ….

เฒ่าทั้งสองนอบน้อมมาก ไหว้ไม่ขาดระยะ ไหว้อยู่เรื่อย คุยไปไหว้ไป เวลาคุยด้วยให้นั่งบนเก้าอี้ก็ไม่เอา ต้องลงไปนั่งพับเพียบคุยกันที่พื้น คุยไปคุยมาสักพักจนผมหายข้องใจ ได้เวลากลับ  พอจะกลับ แม่เฒ่าพรแกรีบเดินไปหลังบ้าน พยายามไปหาอะไรมาให้เราเพื่อขอบคุณที่มาเยี่ยมถึงบ้าน เราบอกไม่เป็นไรครับ หมอมาเยี่ยมธรรมดา ไม่ต้องเอาของมาให้หรอก แล้วเฒ่าพรก็ออกมาจากหลังบ้าน หาอะไรไม่ได้ แกจึงมาหาของในห้องนอน พบถั่วสอดอยู่ 2 กำ แกจะเอามาให้ เรายังยืนยันว่าไม่เอาๆแล้วแกก็ร้องไห้ ก้มลงเกาะขาเรา  เรางงไปชั่วครู่ก็รีบก้มลงไป แกพูดอะไรสักอย่าง เรายังไม่ค่อยเข้าใจนัก เดาๆว่าแกซึ้งมากที่หมอมาเยี่ยม ปลอบอยู่สักพักกว่าแกจะเลิกร้องไห้

เมื่อเราและพี่พยาบาล เดินออกมานอกบ้าน แกมีสัตว์อะไรสักอย่างอยู่ในตะแกรง แขวนอยู่ข้างฝาบ้าน คงจะเตรียมเอาไว้ย่างเป็นอาหาร แกยังจะพยายามเอามาให้เราอีก

แล้วเรากับพี่ๆทั้งสองก็ลาเฒ่าทั้งสองกลับโรงพยาบาล วันข้างหน้าคงมีโอกาสได้ไปหาชาวบ้านคนอื่นๆอีก ในใจก็นึกแปลกใจที่รู้สึกว่า เราน่าจะทำอะไรได้อีกหลายอย่าง ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น เมื่อเราออกจากโรงพยาบาลมาดูชีวิตข้างนอกรั้วบ้าง….

บทสรุปที่ได้จากการออกเยี่ยมบ้าน

1. เภสัชกรได้เริ่มเห็นมุมมองใหม่ของการดูแลสุขภาพโดยใช้การเยี่ยมบ้านเป็นเครื่องมือในการไปทำความรู้จักชีวิตที่แท้จริงของผู้ป่วย

2. นิสัยของเภสัชกรที่เป็นคนชอบอยากรู้อยากเห็น ช่างสังเกต ทำให้เภสัชกรเรียนรู้มิติอื่นของความเจ็บป่วย เช่นการที่เภสัชกรคาดเดาว่าผู้ป่วยต้องใช้ยาไม่ถูกต้อง จึงมาขอรับยาบ่อยๆ เป็นเหตุจูงใจให้เภสัชกรตามไปถึงบ้านจนพบความจริงที่คาดไม่ถึง แม้ว่าตอนแรกตั้งใจจะไปจับผิดผู้ป่วยที่บ้านก็ตาม

3. ความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นจากชีวิตจริงที่บ้านมีหลายมิติกว่าความเจ็บป่วยที่เภสัชกรคาดเดาเอาเองในเสี้ยววินาทีที่ห้องตรวจของโรงพยาบาลเช่น

1.       พ่อเฒ่าเสริฐมีอาการหอบเหนื่อยจริงๆจนมาโรงพยาบาลไม่ไหว ไม่ได้แกล้ง

2.       พ่อเฒ่าเสริฐพ่นยาถูกวิธีอยู่แล้ว แต่น่าจะเกิด acute exacerbation on top of COPD เมื่ออากาศเริ่มหนาวเย็น

3.       สิ่งแวดล้อมภายในบ้านไม่ปรากฏว่ามีฝุ่น หรือเฟอร์นิเจอร์อื่นที่อาจเป็นสิ่งกระตุ้นให้หอบเหนื่อยได้

4.       ความยากจนของเฒ่าทำให้เรียกรถไม่ได้ ต้องอดทนเดินเท้าระยะไกลมารับยาพ่นที่โรงพยาบาล เมื่อมาถึงยังถูกทั้งหมอ พยาบาลและเภสัชกร อบรมสั่งสอนกันขนานใหญ่กว่าจะได้ยาพ่น 1 หลอด ก่อนเดินกลับบ้านไปอีก

5.       ความโดดเดี่ยวของครอบครัววัยชราที่ไม่มีลูกหลานอาศัยอยู่ด้วย ไม่มีเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและเป็นค่ารักษาพยาบาล

6.       ความมีน้ำใจของเฒ่าทั้งสอง แม้ว่าไม่มีอะไรจะกินก็ยังพยายามจะหาของฝากให้ ทั้งที่ตอนแรกหมอคิดว่า เฒ่าชอบมาขอยาฟรี

จากเรื่องเล่านี้ให้ข้อคิดว่าถึงเวลาแล้วที่บุคลากรทางการแพทย์จะต้องเริ่มออกไปฝึกทักษะการเยี่ยมบ้านโดยเฉพาะวิชาชีพเภสัชกร ซึ่งเป็นทักษะที่ขาดหายไป การดูแลรักษาผู้ป่วยแบบครบวงจรจะได้ถึงคราวเปลี่ยนรูปโฉมใหม่จากการครบวงจรอยู่แต่ในโรงพยาบาล มาสู่การครบวงจรชีวิตจริงของผู้ป่วยและครอบครัว จากบ้านถึงโรงพยาบาล จากโรงพยาบาลถึงบ้านและออกสู่สาธารณะได้อย่างปกติสุข

 

 

 

โดย..ภญ. จันทร์จรีย์  ดอกบัว

โรงพยาบาลปทุมราชวงศา  จังหวัดอำนาจเจริญ

ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ทีมงานของเครือข่ายบริการปฐมภูมิ อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญเลือกชุมชนที่มีปัญหาป่วยเป็นเบาหวาน 126 คน  ซึ่งมากพอสมควร และความพยายามของทีมงานที่จะทำให้เกิด “ร้านชำคุณภาพ”  ในชุมชน โดยเฉพาะร้านที่เคยจำหน่ายยาชุด   การทำงานครั้งนี้ค่อนข้างเสี่ยง เพราะร้านชำที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเป็นร้านที่มีอิทธิพล  แต่ในที่สุดทีมงานก็ประสบความสำเร็จ

การดำเนินงานของทีมงานเริ่มจากคัดเลือกชุมชนเป้าหมาย โดยพิจารณาจากหลายปัจจัย ได้แก่  สภาพของพื้นที่    ปัญหาที่เกิดในชุมชน  ผลการตรวจร้านขายของชำในแต่ละปี  ทีมงานได้เลือก  2 พื้นที่ คือ บ้านฤกษ์อุดม หมู่ที่ 7  และ บ้านโสกใหญ่ หมู่ที่ 2 และ หมู่ที่ 3    ด้วยเหตุผล  คือ   ประชาชนยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของยาชุด Steroid สารห้ามใช้ในเครื่องสำอาง   มีรถเร่จำหน่ายยาสมุนไพรในหมู่บ้าน อวดอ้างสรรพคุณเกินจริงทำให้ชาวบ้านหลงเชื่อ  มีร้านขายของชำจำหน่ายยาชุด สเตียรอยด์ และเครื่องสำอางที่มีสารที่ห้ามใช้  ตรวจพบการจำหน่ายสินค้าที่ไม่ถูกต้องทุกปี ทั้งๆที่เจ้าหน้าที่ตรวจให้คำแนะนำ  และที่สำคัญ คือ ทั้ง 2 ชุมชนมีผู้ป่วยเบาหวานจำนวนสูงถึง 126 คน   จากนั้นได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยในหมู่บ้าน  เพื่อทำความเข้าใจกับชาวบ้านและสร้างการมีส่วนร่วมจากชุมชน

การทำงานในพื้นที่ เริ่มจากการสำรวจสภาพปัญหา   สำรวจ และ ตรวจร้านขายของชำในหมู่บ้าน ให้คำแนะนำในการจำหน่ายสินค้า โดยเฉพาะยา และเครื่องสำอาง    พบว่าในชุมชนมีร้านขายของชำ จำหน่ายยาไม่ถูกต้อง 7 ร้าน( ในจำนวนนี้มีการจำหน่ายยาชุด  2 ร้าน)   ถูกต้อง 2 ร้าน (การจำหน่ายยาไม่ถูกต้องหมายถึง  มีการจำหน่ายยาอื่นๆที่ไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้าน) จำหน่ายเครื่องสำอางไม่ถูกต้อง 6 ร้าน และ ถูกต้อง 3 ร้าน หลังดำเนินการพบยังคงมีร้านที่จำหน่ายยาไม่ถูกต้อง 2 ร้าน และ ถูกต้อง 7 ร้าน  และร้านขายเครื่องสำอางถูกต้องทั้ง 9 ร้าน (การจำหน่ายเครื่องสำอางไม่ถูกต้อง หมายถึง มีการจำหน่ายเครื่องสำอางที่ไม่มีฉลากภาษาไทย  ไม่มีชื่อ – ที่อยู่ผู้ผลิต เหล่านี้เป็นต้น)

หลังทราบปัญหา และพื้นที่กลุ่มเสี่ยงเป้าหมาย  ดำเนินการให้ความรู้กับชุมชน โดยการทำประชาคมหมู่บ้านสร้างสุขภาพปลอดยาชุด , ยาลูกกลอนผสมสเตียรอยด์และเครื่องสำอางที่มีสารห้ามใช้ พร้อมทั้งระดมสมองในการป้องกัน แก้ไขปัญหาหรือจัดการเพื่อลดปัญหายาลูกกลอนผสมสเตียรอยด์ และเครื่องสำอางที่มีสารห้ามใช้   ในการทำประชาคมให้ความรู้     มีการทดสอบความรู้ทั้งก่อนและหลัง พบว่าหลังการอบรมชาวบ้านมีความรู้ ความเข้าใจมากขึ้น  ทำการเก็บตัวอย่างยาลูกกลอน ,เครื่องสำอางที่น่าสงสัยในร้านชำ เพื่อนำมาตรวจวิเคราะห์  ผลการตรวจไม่พบสเตียรอยด์  แต่พบเครื่องสำอางที่มีสารที่ห้ามใช้หลายรายการ

การรณรงค์ให้ความรู้กับชุมชนใช้หลายสื่อผสมผสานกัน ได้แก่   แจกป้าย polyvinyl  ให้กับชุมชน แจกแผ่นพับยาชุด  แผ่นพับเครื่องสำอางที่มีสารห้ามใช้ให้กับชาวบ้าน  ประสาน อสม. และผู้ใหญ่บ้านในเรื่องของการเปิด Spot Steroid และเครื่องสำอางที่มีสารห้ามใช้ ให้ชาวบ้านฟังทุกวันในช่วงเช้า ( 8.00 น.) และช่วงเย็น (18.00น.) ทั้งนี้เพื่อให้ชาวบ้านเกิดการซึมซาบเข้าไปในจิตสำนึก ,เฝ้าระวังในการใช้ยาลูกกลอน, ยาชุด, เครื่องสำอางที่มีสารห้ามใช้ต่อไป  และยังมีกิจกรรมเพิ่มเติม ได้แก่  ให้ความรู้แก่เด็กนักเรียนในโครงการเด็กไทยทำได้ จำนวน 190 คน  ให้ความรู้แก่กลุ่มหมอพื้นบ้าน และเจ้าหน้าที่แพทย์แผนไทยจำนวน   60 คน   ให้สุขศึกษาแก่ผู้ป่วย DM,HTในโรงพยาบาล จำนวน 150 คน  และ  จัดบอร์ดประชาสัมพันธ์ในโรงพยาบาล

จากนั้นติดตามผลการให้ความรู้ซ้ำอีกครั้ง พร้อมทั้งตรวจร้านชำซ้ำเพื่อดูผลหลังจากให้ความรู้ในชุมชน  หลังดำเนินการร้านชำที่เคยเป็นปัญหาไม่การมีจำหน่ายยาชุด และเพื่อเป็นการให้รางวัลกับผู้ที่ทำดี ได้มีการมอบป้าย “ร้านชำคุณภาพ”  ให้กับร้านชำที่ปฏิบัติถูกต้อง  จุดนี้ทีมงานถือว่าผลที่ได้คุ้มค่ากับความเสี่ยง และ การทุ่มเทพอสมควร

นอกจากนั้น ได้จัดทำแบบสอบถามศึกษาพฤติกรรมการใช้ยา Steroid   ยาชุด และเครื่องสำอางที่มีสารห้าม  และการรับรู้ของชุมชนในเรื่องดังกล่าว   ผลพบว่า ชุมชนมีความรู้เกี่ยวกับสเตียรอยด์ ยาชุด และเครื่องสำอางอยู่ในเกณฑ์ดี ร้อยละ 74 และ 83    มีทัศนคติในการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพในชุมชนอยู่ในเกณฑ์ดีร้อยละ 52 และ 33    แต่การปฏิบัติสำหรับการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพในชุมชนส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง คือร้อยละ 51 และ 81   และข้อค้นพบที่ได้ คือ ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลให้เกิดการใช้สเตียรอยด์ผิดวิธี คือ ความพยายามรักษาอาการเจ็บป่วยก่อนไปพบแพทย์ในบางครั้ง และ การใช้ยาเพื่อป้องกันเป็นประจำ

จากการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามพร้อมทั้งสรุปผลการวิจัย ผลที่ได้ สรุปประเด็นที่สำคัญดังนี้

- จากการประเมินผล พบว่าชาวบ้านในพื้นที่มีความพึงพอใจร้อยละ 90  จุดนี้ทำให้ทีมงานมีกำลังใจที่จะดำเนินการต่อไป เพื่อความปลอดภัยของชุมชน

- มีการดำเนินงานต่อเนื่อง โดยเข้าร่วมประชุมประจำเดือนของเจ้าหน้าที่สถานีอนามัย เพื่อเน้นการซักประวัติเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ยา โดยเฉพาะยาลูกกลอน / ยาสมุนไพรในผู้ป่วยเบาหวาน และ ความดันโลหิตสูง  เพื่อค้นหากลุ่มเสี่ยงเพิ่มเติม  และ ติดตามผลการแก้ไขปัญหา ให้งานที่ทำมีความต่อเนื่อง และ ยั่งยืน

จากการระดมสมอง   ชุมชนได้ร่วมกันวางมาตรการเพื่อชุมชน ดังนี้

- การป้องกันไม่ให้ยาชุด , ยาลูกกลอนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน, เครื่องสำอางที่มีสารห้ามใช้เข้ามาในหมู่บ้าน  โดย อสม. และ ผู้ใหญ่บ้าน ช่วยกันเฝ้าระวัง สอดส่องดูแล การจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพในหมู่บ้าน หากพบสิ่งผิดปกติแจ้ง เจ้าหน้าที่ ทราบ   ยับยั้งชั่งใจ ประเมินความเชื่อถือจากคำโฆษณา  สอบถามหาข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นๆจากเพื่อนฝูง หรือผู้อื่นที่เคยใช้และถูกหลอกลวงมาแล้ว   สอบถามข้อมูลจากหน่วยงานทางการที่ดูแลผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นๆในเรื่องทะเบียนอนุญาต คำโฆษณา หรือ ข้อควรระวังต่างๆ เป็นต้น    ใช้กลยุทธ์  “ ใช้ดีแล้วบอกต่อ ใช้ไม่ดีแล้วหยุดใช้ทันที ” แต่ต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย     จัดสื่อประชาสัมพันธ์เพิ่มเติม  เช่น สื่อวิทยุ เสียงตามสาย ให้ชาวบ้านได้เห็นความสำคัญซื้อผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องมาบริโภค

- การแก้ไขปัญหา / จัดการเพื่อลดปัญหายาลูกกลอน,ยาชุด,เครื่องสำอางที่มีสารห้ามใช้  โดยหากพบรถเร่ขายยา ผู้แทนมาจำหน่ายยาลูกกลอนที่ไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน โอ้อวดสรรพคุณเกินจริง รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อดำเนินการต่อไป    ทำความเข้าใจ และ รณรงค์ลดการใช้ยาชุด ยาลูกกลอนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเครื่องสำอางที่มีสารห้ามใช้    ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการร้านขายของชำให้นำสินค้าที่ถูกต้องมาจำหน่ายในหมู่บ้าน พร้อมทั้งกำหนดให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าจาก “ ร้านชำคุณภาพ” เท่านั้น   ตระหนักในอันตรายของยา    ไม่พยายามซื้อยาที่ห้ามขาย   เพิ่มความเข้มแข็งของการควบคุมการขายยาระดับอำเภอ หมู่บ้าน     ควบคุมการขายยาชุด และยาแผนโบราณ เนื่องจากยาพวกนี้มีโอกาสปลอมปน สเตียรอยด์สูง เป็นต้นเหตุสำคัญของการติดยา Steroid   ฉะนั้น  จะต้องมีการควบคุมการขายและการผลิตให้รัดกุมมากกว่านี้

สิ่งที่ชุมชนได้รับ คือ มีความตระหนักในอันตรายที่จะได้รับจากยาลูกกลอนผสม  สเตียรอยด์  ยาชุด และ เครื่องสำอางที่มีสารห้ามใช้ และมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว   มีการรับรู้  และ สามารถป้องกันหรือลดปัญหาการใช้ยาชุด   ยาลูกกลอนผสมสเตียรอยด์  และ เครื่องสำอางที่มีสารห้ามใช้ ก่อให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันในชุมชน  และที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือ   เกิดภาคีเครือข่ายในชุมชนที่จะช่วยกันเฝ้าระวัง

แผนที่ทีมงานจะดำเนินการต่อไป  คือ  ขยายผลการดำเนินการดังกล่าวไป ยังชุมชนอื่นๆ ให้มีความครอบคลุมทั้งอำเภอปทุมราชวงศา โดยของบประมาณสนับสนุน จาก รพ.  เทศบาล  อบต.     ( ถ้าได้ ) รวมทั้งขยายผลในโรงเรียนมัธยม  และโรงเรียนขยายโอกาส  และ เพิ่มความเข้มงวดในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในร้านขายของชำ โดยดำเนินการในเรื่องของ “ ร้านชำคุณภาพ” ให้มีความต่อเนื่องครอบคลุมทั้งอำเภอ   เพิ่มเติมในเรื่องของการจัดประกวด “ หมู่บ้านปลอดยาชุด ยาลูกกลอนผสมสเตียรอยด์  และ เครื่องสำอางที่มีสารห้ามใช้ ” เพื่อกระตุ้นให้ชาวบ้านเอาใจใส่ในเรื่องดังกล่าว

อย่างไรก็ดี  ปัญหาอุปสรรคในการทำงานครั้งนี้  คือ ระยะเวลาที่จำกัดมาก  เพราะเป็นช่วงที่ชาวบ้านทำนา ทำให้ปริมาณชาวบ้านที่ร่วมกิจกรรมไม่ครบ 100 %    เจ้าหน้าที่ต้องทำงานในชุมชนช่วงกลางคืน  (18.00 – 22.00 น.)  ปัญหาผู้ประกอบการร้านขายของชำที่มีอิทธิพล ส่งผลต่อภาวะเสี่ยงในการทำงานของเจ้าหน้าที่

ข้อเสนอแนะจากทีมงานเครือข่ายบริการปฐมภูมิ อำเภอปทุมราชวงศา คือ  อยากให้ทาง  อย.สนับสนุนโครงการดีๆ แบบนี้ต่อไป เพื่อขยายผลและแก้ปัญหายาชุดยาลูกกลอนผสมสเตียรอยด์  และ เครื่องสำอางที่มีสารห้ามใช้ ให้หมดสิ้นไป    จัดทำโปสเตอร์ยาชุด, ยาลูกกลอนผสม     สเตียรอยด์, เครื่องสำอางที่มีสารห้ามใช้ ติดหน้าร้านขายของชำทุกร้านในอำเภอ  ควรมีการศึกษาความชุกของปัญหาทางคลินิกที่เกิดจากการใช้สารที่มีสเตียรอยด์ปะปนโดยไม่มีข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ ในเขต 14 รวมทั้ง ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการใช้สเตียรอยด์

Older Posts »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.