เป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์เลยค่ะ
อ่านเพลิน ๆ แล้วเผื่อเป็นประโยชน์บ้างสักนิดหน่อยก็ดีค่ะ
ก่อนอื่น กำหนดหัวข้อก่อนว่าจะเขียนเรื่องอะไร เป็นเรื่องที่เราซาบซึ้งใจ ประทับใจ มีประสบการณ์เด่นชัดกับมัน คนเราอาจอยากเขียนเรื่องเพื่อเป้าหมายต่าง ๆ กันไป เช่นเขียนเพื่อบอกเล่า (ฉันรู้แล้วฉันอยากให้เธอรู้ด้วย) เขียนเพื่อเป็นคำถาม (ฉันเจออะไรมาแบบนี้ใครเจอเหมือนฉันบ้าง) เขียนเพื่อสั่งสอนว่าอย่าทำผิดแบบนี้นะ ก็ฉันรู้ว่ามันผิดแน่ ๆ บอกคนอื่นอย่าผิดซ้ำรอย การเขียนเป็นน่าจะเป็นการสร้างสรรค์ สำหรับมดนะ เพราะเราไม่น่าจะเขียนเพื่อให้เกิดผลในทางลบ ไม่ไปพาดพิงถึงใครในแง่ลบ เพราะสุดท้ายสิ่งไม่ดีมันก็จะย้อนกลับมาหาเรา เหมือนกับเวลาเรานินทาใครเขาจะรู้ทุกทีแล้วกลับมาเอาเรื่องกับเรา มันก็เลยเป็นกฎของทำดีได้ดีอย่างนั้น แต่หากใครทำดี ๆ แล้วเราเอามาเขียนชื่นชมก็ควรทำเป็นอย่างยิ่งเพื่อเป็นกำลังใจและเพื่อเป็น ตัวอย่างที่ดี อ้อ จากเราที่เป็นผู้เขียนต้องบอกตัวเองทุกครั้งว่าจะเขียนให้ใครอ่าน เพราะมันหมายถึงว่าเราต้องใช้ภาษา วิธีการ นำเสนออย่างไรให้คนอ่านของเราได้อ่านอย่างเข้าใจ และมีอรรถรส เป้าหมายจะเป็นตัวกำหนดทิศทางในขั้นตอนต่อไปให้เรา
ขอยกตัวอย่างอย่างนี้ละกันนะ
เรื่อง วิธีการเขียนเรื่องเล่า จากประสบการณ์การเขียนของตนเอง (ไม่ตายตัวตามทฤษฎี นะเพราะเรียนรู้มาอย่างนี้ จากหลักการสู่การปฏิบัติ)
เพื่อ อยากให้คนอื่นลองเอาไปใช้ดูบ้าง (ต้องใส่เนื้อหาความรู้วิธีการให้ทำตามได้)
ผู้อ่าน ผู้ที่สนใจโดยทั่วไป ….(ต้องเขียนโดยใช้ภาษาเข้าใจง่าย เพราะไม่จำกัดผู้อ่าน)
เมื่อเราได้เป้าหมายพร้อมชื่อเรื่องแล้ว ก็ลองมาเขียนเค้าโครงดูว่าเรื่องเล่าของเราต้องมีประเด็นย่อยอะไรใส่เข้าไป ให้มันสมบูรณ์แบบ ลองนึกถึงเวลาทำกับข้าว ว่าอยากได้แกงเขียวหวานต้องใส่อะไรบ้าง ก่อนหน้าหลังด้วยนะ เพราะว่าเดี๋ยวไม่อร่อย อาจทำ mind map หรือทำรายการเรียง ๆ กันลงมา หรือวาดภาพก็ได้นะ สนุกไปอีกแบบ เช่น แกงไก่ ต้องมีไก่ มีมะเขือ มีพริก ใบโหระพา กะทิ เราได้วาดรูปสนุกไปเลยแต่มดขอยกเป็นรายการละกันนะ
ตัวอย่าง
ขั้นตอน ของการเขียนเรื่องเล่าพร้อมวิธีการ เรียงลำดับอย่างไร
องค์ประกอบ มีชื่อ มีเนื้อหา มีการสรุป
ทิปและเทคนิคต่าง ๆ
เมื่อได้ขั้นตอน องค์ประกอบแล้ว ก็ไปหาข้อมูล หรือหากข้อมูลอยู่ในตัวเราหมดแล้ว ก็เริ่มตั้งสติให้ดี แล้วค่อย ๆ เขียนจากความเข้าใจของเรา เพราะเราจะเล่าเรื่องจากประสบการณ์นี่นา เราก็เริ่มลำดับเหตุการณ์ก่อนว่าอะไรเกิดก่อน แล้วเล่าให้มีความก้าวหน้ามากขึ้นไปเรื่อย ๆ จากขั้น 1 ไปขั้น 2 หรือจากชื่อเรื่องก็ขยายประเด็นไป 1 ย่อหน้าให้ความรู้ 1 ประเด็น เมื่อหมดเนื้อหาแล้วก็ขึ้นย่อหน้าใหม่ เขียนเชื่อมกันไปจาก 1 ไป 2 ไม่แตกแถว จากย่อหน้าที่ 1 โยงต่อเนื่องไป 2 ไป 3 เพราะว่าเราจะพุ่งไปสู่เป้าหมายที่เราปักธงไว้แล้ว ระวังอย่าแตกแถว และไม่เขียนอธิบายประเด็นย่อยมากไปให้ไขว้เขวเพราะมันไม่ใช่ประเด็นหลักนะสิ เดี๋ยวคนอ่านเขาจะขาดตอนจากการเกาะประเด็นที่เราอยากสื่อสารเป็นหลักไป
วิธีการเล่าเรื่อง อาจใช้คำบรรยายไปเรื่อย ๆ ให้เห็นภาพ อย่าลืมใส่เสน่ห์ของเรื่องเข้าไปด้วยการแทรกความคิด ความรู้สึกของเราเข้าไปด้วย เพื่อให้เรื่องมันมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร และผู้อ่านเกิดความรู้สึกกินใจ มีอารมณ์ร่วมกับเราไปด้วย หากเราไม่สร้างอารมณ์ผู้อ่านก็ไม่มีอารมณ์กับเราเรื่องก็ไม่ประทับใจ “เช่นกลิ่นนแกงที่ฉันทำหอมฉุย รู้สึกคิดถึงแม่ขึ้นมาเลย เพราะแกงของแม่ก็กลิ่นนี้” ทำให้ผู้อ่านได้คิดโยงไปถึงภาพของเขากับวันในวัยเยาว์ได้ หรือจะเล่าแบบเป็นเหตุเป็นผล มันก็อยู่ที่หลักวิธีคิดของเราว่าเราจะใช้หลักคิดอะไร ซึ่งเพื่อน ๆ ลองค้นหาวิธีการเอาจากอินเตอร์เน็ตเนี่ยแหละค่ะ แต่สุดท้ายเราก็จะเขียนด้วยหลักที่เราถนัดซึ่งต้องมีสักหลักอย่างแน่นอนใช่ มั้ยคะ เช่นมดชอบเขียนจากภาพใหญ่แล้วขยายประเด็นย่อย ๆ เข้าไปประกอบ บางคนชอบเขียนแบบเป็นเหตุเป็นผลกัน หรือแบบอื่น ๆ
เมื่อเขียนโยงไยกันไปมา ถักทอร้อยเรียงเสร็จแล้ว ต้องมีการสรุป ลงท้าย ที่ควรนำเอาสิ่งที่เกริ่นนำไว้ในย่อหน้าแรก ว่าเกริ่นอะไรไว้ แล้วได้เล่าเรื่องตามเกริ่นนั้นมาแล้ว มาจบด้วยการสำทับหรือฝากข้อคิด ฝากคำถามให้มันสอดคล้องกับเกริ่นนำไว้ คนอ่านก็จะเห็นประเด็นชัดเจนขึ้น เนื้อหาเรื่องเล่าของเราก็จะสมบูรณ์แบบมากขึ้น เพราะมดเห็นมีบ้างที่เกริ่นไว้แล้วไม่ตบให้เข้าประเด็นตอนสรุป เรื่องเลยขาดน้ำหนัก ขาดอารมณ์เหมือนดูละครแล้วมันจบไปดื้อ ๆ อย่างนั้นค่ะ ความคมชัดของความคิดของเราก็จะอยู่ที่ตรงสรุปนี้ด้วยค่ะ ว่าเราเขียนเรื่องเพื่ออะไร อย่างไร และอย่าลืมว่าต้องเขียนด้วยความรู้สึกที่ดีต่อผู้อ่าน ไม่ทำให้เกิดผลกระทบทางลบกับใครด้วยค่ะ
มดเล่าการเขียนเรื่องสั้น ๆ ไว้แค่นี้ ความจริงมีหลักการมากมาย แต่ว่าการเขียนเรื่องเป็นทักษะ ดังนั้นนอกจากจะรู้วิธีการ ต้องลงมือเขียนบ่อย ๆ เพื่อให้เขียนให้ดีขึ้น เพื่อน ๆ จะเป็นผู้ตรวจงานที่ดีที่สุดให้เรา ให้เพื่อนอ่านหากเพื่อนชอบ เข้าใจ สนุก แสดงว่าฝีมือเราได้เรื่องแล้วค่ะ ก็ฝึกต่อไป การเขียนเรื่องทำให้เราได้ผ่อนคลาย ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ ได้ใคร่ครวญถึงความคิดที่ผ่านมาว่าเราคิดอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น เราก็จะได้เรียนรู้ไปอีกขั้นหนึ่งเป็นการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ หรือเก็บไว้เป็นความรู้ เป็นตำนานแห่งความภาคภูมิใจ แล้วอย่างนี้ท่านจะไมเขียนเรื่องกันหรือคะ มาช่วยกันคิดและเขียน ให้เกิดความรู้ขึ้นในโลกของเราเพื่อให้คนรุ่นหลังได้นำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ ต่อตนเองและประเทศชาติค่ะ
สรุปประเด็นในการเขียนเรื่อง
1. เรื่องเล่าต้องกำหนดหัวเรื่องเพื่อเป็นแนวทาง
2. เรื่องเล่าต้องทำกรอบความคิดก่อนให้ไม่แตกแถว
3. เรื่องเล่าเขียนให้ต่อเนื่องกันในแต่ละย่อหน้า
4. เรื่องเล่าต้องใส่อารมณ์ความรู้สึกให้ประทับใจ (บรรยายบรรยากาศเข้าไปด้วย)
5. สรุปเรื่องเล่าตอนท้าย โดยโยงไปที่ประเด็นที่เกริ่นไว้
6. หาเทคนิคใหม่ ๆ เพิ่มเอานะ ว่าเรื่องเล่าต้องมีเทคนิคแพรวพราวอย่างไร
7. ฝึกเขียนให้มาก และคิดให้มาก ก็จะทำให้เขียนเรื่องเล่าได้เก่ง
8. เพื่อนที่น่ารักเป็น บรรณาธิกรเรื่องเล่าให้เราได้ ให้เขาได้อ่านด้วย
9. เรื่องเล่าเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ ได้โปรดเขียน แล้วกลับมาอ่านเมื่อเวลาผ่านไปเรื่องเล่าจะทำให้เราได้เรียนรู้ตัวเองและ สิ่งอื่น ๆ ได้มากขึ้น
10. เรื่องเล่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติได้ อย่าลืมว่าความคิดของเรามันยิ่งใหญ่มากค่ะ
เ็ป็นกำลังใจให้ทุกคนเขียนเรื่องเล่าค่ะ เริ่มแรกไม่ต้องสมบูรณ์แบบเหมือนนักเขียน
ความรู้ของเรามันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครอยู่แล้ว แค่เขียนได้ไม่หลุดประเด็น
ก็ยอดเยี่ยมแล้วค่ะ ภาษาที่สวยงามเป็นเรื่องรองจากความรู้ และการที่เราได้เล่า
ให้ตรงตามเป้าหมายของเรา ได้ครบถ้วนค่ะ
บทความนี้เอามาฝาก เป็นหลักการเขียนเรื่องเล่า ขอขอบพระคุณเจ้าของหลักแนวคิด
ที่ได้เอามาอ้างอิงไว้ด้านล่างด้วยค่ะ
การเขียนเชิงสร้างสรรค์
หมายถึงงานเขียนที่แสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ของผู้เขียนด้วยสำนวน ภาษาที่มีลักษณะเฉพาะเป็นตัวของตัวเอง หรือมีรูปแบบการเขียนที่มีความแปลกใหม่ มีคุณค่าและเป็นที่ยอมรับของสาธารณชน
งานเขียนมีผลต่อ สังคม และบุคคลอย่างไร
- ให้ภูมิปัญญาด้านสำนวนภาษาใหม่ ๆ
- เกิดอาชีพใหม่ ที่ได้รับความรู้จากการเขียน
- เกิดการสืบสานรากเหง้าทางวัฒนธรรม
- เกิดรูปแบบในการสื่อสารของในสังคมและระหว่างสังคม
- จุดประกายความคิดของผู้คนในสังคม
งานเขียนมีความสำคัญต่อผู้เขียนอย่างไร
- การพัฒนาด้านภาษา
- การพัฒนาด้านเหตุผล
- การพัฒนาด้านการศึกษา ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม
งานเขียนธรรมดา กับงานเขียนสร้างสรรค์ต่างกันอย่างไร
งานเขียนธรรมดา อ่านแล้วรับรู้ถึงเรื่องราวที่เขียน
งานเขียนสร้างสรรค์ อ่านแล้วรับรู้ และเกิดความสะเทือนใจตามมาอีกมากมาย
(รู้ หมายถึง แจ้ง เข้าใจ ทราบ) (รู้สึก หมายถึง รู้ รู้ด้วยการสัมผัส เกิดอาการที่ว่าเป็นสุข หรือทุกข์ สังหรณ์)(สะเทือนใจ หมายถึง การมีจิตใจหวั่นไหวอย่างแรงและรวดเร็ว เมื่อมีสิ่งที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจมากระทบ)
สรุปว่า หากงานใดผู้อ่านอ่านแล้ว นอกจากจะรับรู้แล้ว ยังเกิดความรู้สึก เกิดความสะเทือนใจ ทำให้ต้องไตร่ตรอง ทบทวน นิ่งคิด หัวเราะ ร้องไห้ เกิดความเมตตา สงสาร เกิดความรู้สึกอย่างหลากหลายแล้ว งานเขียนนั้นคืองานเขียนเชิงสร้างสรรค์
งานเขียนเป็นศาสตร์ เพราะเป็นความรู้ที่ฝึกฝนได้ มีหลักการไว้เป็นแนวปฏิบัติ
งานเขียน เป็นศิลป์ เพราะวิธีการเขียนแต่ละคน
(ศิลปะหมายถึง ผลพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่แสดงออกมาในรูปลักษณ์ต่าง ๆ ให้ปรากฏซึ่งสุนทรียภาพ ความประทับใจ ความสะเทือนอารมณ์ ตามอัจฉริยภาพ พุทธิปัญญา ประสบการณ์ รสนิยม และทักษะของแต่ละคน เพื่อความพอใจ ความรื่นรมย์ ขนบธรรมเนียม ฯลฯ )
เขียนเพื่ออะไร
| เพื่อให้ผู้อ่านได้รับ | ความรู้ | เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง |
| เพื่อให้ผู้อ่านได้รับ | ข้อเท็จจริง | เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง |
| เพื่อให้ผู้อ่านได้รับ | ข้อคิดเห็น | เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง |
| เพื่อให้ผู้อ่านได้รับ | แนวทางปฏิบัติ | เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง |
| เพื่อให้ผู้อ่านได้รับ | วิธีการแก้ปัญหา | เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง |
| เพื่อให้ผู้อ่านได้รับ | ข้อคิด | เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง |
| เพื่อให้ผู้อ่านได้รับ | แรงบันดาลใจ | เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง |
| เพื่อให้ผู้อ่านได้รับ | ข้อแนะนำ | เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง |
| เพื่อให้ผู้อ่านได้รับ | ข้อเสนอแนะ | เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง |
การเขียนแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ
1. มีแบบแผน การเขียนเรียงความ บทความ รายงานวิชาการ บันทึกวิชาการ รายงานการประชุม จดหมาย ย่อความ ถอดคำประพันธ์
2. ไม่มีแบบแผน การทำบันทึกส่วนตัว การจดคำบรรยาย การแนะนำหนังสือ การวิเคราะห์วรรณกรรม การเขียนเรื่องสั้น การเขียนบทละครคำพูด การเขียนเรื่องสำหรับเด็ก การเขียนสารคดี การเขียนโฆษณา
ก่อนการเขียนทำอย่างไร
1. คิดให้เข้าเรื่อง คือ กระบวนการทางความคิดที่จะนำเรื่องราวต่าง ๆ มาเขียน การนึกถึงเรื่องราวแหล่งข้อมูล สามารถบอกได้ว่าจุดสำคัญของเรื่องคืออะไร จะถ่ายทอดอย่างไร ต้องคิดอย่างเป็นระบบ ซึ่ง ประกอบด้วย คิดในสิ่งที่รู้ คิดและเขียนในหัวข้อที่จำกัด การให้ความกระจ่างในความคิด
2.การจัดระเบียบความคิด คือการเรียบเรียงความคิดให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกร่วม เข้าใจเหตุการณ์ และเรื่องราวต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องกัน มีความสัมพันธ์กัน
3. การกระชับเนื้อความ คือการเขียนที่ใช้ภาษารัดกุม ตั้งประเด็นการเขียนไว้ชัดเจนว่าจะเขียนอะไร มี องค์ประกอบและรายละเอียดอย่างไร มีข้อเท็จจริงสนับสนุนหรือไม่
4. นำเสนอความคิด คือ การเสนอความคิดด้วยภาษาที่ชัดเจน แจ่มแจ้ง ทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าเราคิดอะไร ให้มี ความสอดคล้องกันทุกย่อหน้า ทั้งรายละเอียด ทัศนคติ และยกตัวอย่าง
(ต้องตระหนักว่า ให้สาระสำคัญ การนำเสนอที่เป็นระบบ)
แบบฝึกหัด
ลองคิดให้เข้าเรื่อง แล้วเขียนหัวข้อที่จำกัดที่เราต้องการจะเขียน (เนื้อเรื่องสอดคล้องกับ KV)
องค์ประกอบการเขียน ของผู้เขียน
ต้องมีความพร้อมในด้าน
| ความพร้อม | ดีมาก | ดี | พอใช้ | น้อย |
| 1. มีความพร้อมที่จะเขียน มีแรงบันดาลใจ | ||||
| 2. มีประสบการณ์ชีวิตสูง ผ่านประสบการณ์ใดประสบการณ์หนึ่งมามาก ทั้งด้าน ทุกข์ สุข การทำงาน การครองชีพ | ||||
| 3. มองโลกในแง่ดี มีคุณธรรม เขียนเรื่องแล้วจรรโลงได้ | ||||
| 4. มีอารมณ์ละเมียดละไม มีความสามารถทางด้านภาษา | ||||
| 5. มีทัศนคติที่ดีต่อการเขียน | ||||
| 6. มีความมั่นใจในตัวเองสูง | ||||
| 7. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ |
หลักในการเขียนความเรียง
1. มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน
2. มีเนื้อหาสาระที่มีคุณค่าต่อการอ่าน ทำให้เกิดความรู้ ต่อยอดความรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์ที่มีคุณค่า
3. มีความเป็นเอกภาพ คือเขียนให้อยู่ในกรอบประเด็นที่เราจะเขียน เพียงเรื่องเดียว ไม่เปะปะ ไม่นำสิ่งที่ไม่ เกี่ยวข้องเข้ามานำเสนอ ตรวจสอบได้ง่ายคือ เขียนแล้วอ่านทบทวนดูแต่ละใจความ หากใจความนั้นมี ความหมายหลายอย่างปะปนกัน ก็ผิดหลัก
4. สัมพันธภาพ ด้วยการเขียนแต่ละประโยคให้สอดคล้องกัน ข้อความที่เรียงร้อยกัน มีความต่อเนื่องกันเป็นลำดับ ไม่สับสนช่วงใดช่วงหนึ่งจนทำให้เกิดความคิดสะดุดหรือขาดตอนลง
5. สารัตถภาพ คือการเน้นใจความสำคัญของข้อความในแต่ละช่วงตอน การเน้นใจความสำคัญคือการเน้นในสิ่งที่ เราจะบอก ส่วนพลความ เป็นส่วนขยาย ที่เราเขียนแต่พอให้เข้าใจหรือส่งให้ใจความสำคัญโดดเด่นขึ้นมา
6.ความถูกต้อง ทางด้านเนื้อหาสาระ ทรรศนะ ความคิด ความเห็น หรือประเด็นอื่น ๆ ผ่านการลงมือปฏิบัติของ ตนเอง หรือค้นคว้า ทดลอง รวมไปถึงการใช้ถ้อยคำ สำนวน ภาษา ที่ถูกต้องกับลักษณะการเขียน การ สื่อความหมาย
7. ความกระจ่างต้องมีความหมายที่ชัดเจน คำหรือสำนวนที่สื่อความหมายชัดเจน ตรงตามความมุ่งหวัง
8. มีความกระชับ กินใจ ใช้คำน้อย (การใช้คำสุภาษิต หรือคำพังเพยก็ได้)
9. มีความต่อเนื่อง จากเหตุการณ์เกิดก่อน ค่อย ๆ ลำดับ หรือความสำคัญมากเรียงไปหาน้อยและเรียง ต่อเนื่องกันอย่างมีความสัมพันธ์
10. การใช้ภาษาที่เหมาะสม เช่นการเขียนเรื่องเล่า ก็เขียนโดยใช้ภาษาพูด การเขียนบทความวิชาการก็เขียน แบบมีแบบแผน
11. มีความน่าอ่าน ด้วยเทคนิคการเปิดเรื่องที่น่าสนใจ ด้วยการใส่ความคิด จินตนาการลงไป และเขียนให้บรรลุ เป้าหมาย
12. มีการให้ความรู้อย่างสร้างสรรค์
จุดมุ่งหมายที่ชัดเจน
Who เขียนให้ใครอ่าน
What เราต้องการนำเสนอเรื่องอะไร
แนวคิดที่ต้องการนำเสนอคืออะไร
มีความชัดเจนในหัวเรื่องที่จะนำเสนอหรือไม่
มีแนวความคิดใหม่ ๆ หรือไม่
Where จะนำข้อเขียนนั้นลงตีพิมพ์ที่ไหน
When เหตุใดจึงเขียนเรื่องนี้
Why เหตุใดจึงนำเสนอเรื่องนี้
จุดมุ่งหมายในการเขียน
ผู้อ่านจะได้รับประโยชน์อะไรบ้างจากข้อเขียนชิ้นนี้
เหตุผลที่ยกมากล่าวอ้าง น่าเชื่อถือหรือไม่
How ทำอย่างไรข้อเขียนจึงจะได้รับการตีพิมพ์
ลักษณะรูปแบบการนำเสนอ
การติดต่อสถานที่ตีพิมพ์
แบบฝึกหัด จุดมุ่งหมายของข้าพเจ้า
1. ต้องการเขียนให้ใครอ่าน
2.ต้องการนำเสนอเรื่องอะไร แนวคิดที่ต้องการนำเสนอคืออะไร
มีความชัดเจนในหัวเรื่องที่จะนำเสนอหรือไม่มีแนวความคิดใหม่ ๆ หรือไม่
3.จะนำข้อเขียนนั้นลงตีพิมพ์ที่ไหน
4. เหตุใดจึงเขียนเรื่องนี้
5.เหตุใดจึงนำเสนอเรื่องนี้จุดมุ่งหมายในการเขียนผู้อ่านจะได้รับ ประโยชน์อะไรบ้างจากข้อเขียนชิ้นนี้เหตุผลที่ยกมากล่าวอ้าง น่าเชื่อถือหรือไม่
6.ลักษณะรูปแบบการนำเสนอ
เขียนให้ประทับใจ
1. ใช้ภาษาเรียบง่าย ทำให้โปร่งใจ สบายใจ ไม่ต้องขบคิดถึงความหมาย
2. อย่าคิดว่าผู้อ่านรู้เรื่องเดิม ก่อนที่จะเกิดเรื่องที่เขียน ซึ่งหากละเลยไปทำให้ผู้อ่านไม่เข้าใจเนื้อเรื่องนี้ดีเท่าที่ควร จึงควรอธิบายเท้าความเสียให้ดี (มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนให้อารมณ์ ความรู้สึก ความรู้)
3. เขียนให้อ่านง่าย ทั้งภาษาและเนื้อหาที่ไม่ยากเกินความรับรู้ของกลุ่มผู้อ่าน อาจเปลี่ยนศัพท์เทคนิคเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย
4. คิดก่อนเขียน ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร และทำทำไม
5. เขียนให้ตรงเป้าหมาย เช่นปัญหาในการกินยาไม่ตรงเวลา………การกินยาตรงเวลาคืออย่างไร พฤติกรรมอย่างไรจึงเรียกว่าไม่ตรงเวลา ใครบ้างกินยาไม่ตรงเวลา กินอย่างไร แล้วก่อให้เกิดอะไรบ้าง
6. ใช้คำคุ้นเคย ไม่ใช้คำศัพท์สูงซึ่งยากต่อการทำความเข้าใจ ใช้คำคุ้นเคย ไม่ต้องเปิดพจนานุกรม
7. เขียนให้กระชับใช้คำน้อย ให้ความหมายชัดเจน เช่น ถนนไม่มีรถมากมายนัก เป็นถนนโล่ง
8. เขียนหนังสือให้มีวรรคตอน
9. ปรับแก้สำนวนก่อนเผยแพร่
10. ตั้งย่อหน้าให้มีความหมาย โดยมีประเด็นแต่ละย่อหน้า มีใจความสำคัญ ที่เป็นเรื่องเดียวกันในย่อหน้านั้น มีประเด็นหลักและรองเป็นเหตุเป็นผลอยู่ในย่อหน้านั้น
การวางโครงเรื่อง
-ทำเพื่อให้เป็นตัวกำหนดทิศทางในการเขียน มีเป้าหมายและขอบข่ายที่สมบูรณ์
-ช่วยให้งานมีเอกภาพ สัมพันธภาพ และสารัตถภาพ ทำให้งานเขียนสวยงาม
-โครงเรื่องช่วยให้ผู้เขียนพิจารณาให้รายละเอียดของเนื้อหาและสามารถกำหนดวิธีในการนำเสนอเนื้อหาในแต่ละประเด็นได้อย่างเหมาะสม
โครงเรื่องที่ดี
อยู่ในขอบข่ายของชื่อเรื่อง ไม่ซ้ำซ้อน
มีประเด็นหลัก ประเด็นรอง ที่น้ำหนักเหมาะสม
มีการลำดับความสำคัญ เชื่อมโยงกันเป็นอย่างดี เมื่อแยกประเด็นแล้ว ต้องมาลำดับให้เกี่ยวโยงกันอย่าง มีระเบียบ
มีสาระสำคัญของเรื่องครบถ้วน ไม่มีประเด็นปลีกย่อยใด ๆ ที่เกี่ยวข้องแต่ไม่นำมาใส่ จะทำให้โครงเรื่อง ไม่สมบูรณ์ และงานเขียนไม่ครอบคลุมหัวข้อเรื่องด้วย
ตรวจความสมบูรณ์
เมื่อได้ หัวเรื่อง มีข้อมูล วางโครงเรียบร้อยแล้ว ลองพิจารณาว่าเนื้อหานี้สมบูรณ์หรือไม่ เพียงใด จากองค์ประกอบเหล่านี้
1. ตรวจสอบข้อจำกัดของหัวเรื่องที่เลือก เช่นกว้างไปไม่เหมาะกับความยาวของเรื่อง ไม่สามารถหาข้อมูลได้ ประเด็นไม่มีน้ำหนัก
2. ตรวจสอบวัตถุประสงค์และวิธีการเขียนและกำหนดรูปแบบในการนำเสนอ ตอบตัวเองให้ได้ว่า เรื่องนี้เขียนเพื่อวัตถุประสงค์อะไร ซึ่งวัตถุประสงค์เป็นตัวกำหนดรูปแบบการนำเสนอ การใช้ภาษา และลักษณะเนื้อหา
3. ตรวจสอบสัดส่วนหรือขนาดเรื่อง การกำหนดความยาวของเรื่อง ทำให้เราเขียนให้กระชับ กำหนดเนื้อหาสาระได้ชัดเจน การตัดคำที่ไม่สื่อความหมายออกได้
เอกสารอ้างอิง
เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ เขียนบทความอย่างไรให้น่าอ่าน,2547
ถวัลย์ มาศจรัส การเขียนเชิงสร้างสรรค์เพื่อการศึกษาและอาชีพ, 2546
สมพร มันตะสูตร แพ่งพิพัฒน์ การเขียนเพื่อการสื่อสาร,2540
Http://guru.sanook.com