โดย…. ภก.ธีรพงศ์ ธรรมาภรณ์ โรงพยาบาลสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี
ปี พ.ศ. 2532 ผมเพิ่งจบการศึกษาจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นเภสัชกรป้ายแดง ในตอนนั้นเป็นปีแรกที่เภสัชกรที่ทำสัญญาใช้ทุนไว้กับกระทรวงสาธารณสุขว่าเมื่อจบการศึกษาจะเข้ารับราชการ ในวันที่เลือกสถานที่ปฏิบัติงาน เภสัชกรหลายคนมุ่งไปยังสถานที่ทำงานในกรุงเทพมหานคร แต่สำหรับผมเป็นคนต่างจังหวัด ไม่ชอบชีวิตวุ่นวาย ไม่ชอบรถติด จึงเลือกไปปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี
วันหนึ่งผมขี่รถจักรยานยนต์ไปธุระแถวอำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี และมีอาการปวดศีรษะ จึงแวะเข้าไปที่ร้านขายยาแห่งหนึ่งในตลาดลำนารายณ์เพื่อหาซื้อพาราเซตามอล ยาแก้ปวดยอดฮิต ในขณะนั้นมีลูกค้ามารอซื้อยาหลายราย ผมจึงมองดูทั่วๆร้าน เผื่อว่าสักวันหนึ่งจะมีทุนมากพอที่จะเปิดร้านขายยาของตนเองบ้าง …ร้านนี้เป็นร้านยาขนาด 2 คูหา ขายทั้งยาคน ยาสัตว์ และของชำต่างๆ นอกจากนี้ยังมีแผงหนังสือ และแผงขายสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วย โอ้โฮ! ถ้าเป็นสมัยนี้คงมี จีที200 ขายด้วยกระมัง
หลังจากรอคิวสักครู่ ก็ถึงคิวของผมที่จะซื้อบ้าง ทันใดนั้นก็มีคนขี่รถสามล้อถีบ วิ่งเข้ามาแล้วสั่งซื้อยาตัดหน้าผม เขาพูดว่า “ตี๋ ซื้อกลูโคสหลอดนึง” ในขณะที่ผมกำลังยืนงงที่โดนตัดหน้าอยู่นั้น ผมยิ่งต้องงงเป็น 2 เด้ง เมื่อคนถีบสามล้อพูดสำทับตามมาอีกว่า “เอาที่แช่เย็นนะ…หักให้ด้วย…แล้วก็ขอหลอดด้วยนะ” สิ้นเสียงคำสั่งของลูกค้าตี๋ซึ่งเป็นคนหยิบยาขายก็เดินไปเปิดตู้เย็น หยิบ Glucose Injection 20 ml.ออกมา 1 Ampoule แล้วใช้ใบเลื่อยตัดแอมป์ยาเลื่อยแล้วหักAmpoule จากนั้นก็ใส่หลอดดูดลงไปในแอมป์ยา ส่งให้คนถีบรถสามล้อคนนั้น ทันทีที่ได้ยาที่ต้องการเขาก็ส่งเงินให้คนขาย 10 บาท แล้วรีบดูดกลูโคสในแอมป์อย่างชื่นใจ…เฮ้อ! ผมนึกในใจว่าหากเขาต้องการพลังงานเร่งด่วนขนาดนั้น ทำไมเขาถึงไม่ชงเกลือแร่ชนิดซอง หรือทำไมไม่ซื้อกลูโคสชนิดผงบรรจุกระป๋องไปชงน้ำเย็นดื่มก็ได้ถูกกว่าเป็นไหนๆ
จากเหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้ข้อคิดว่าคนไทยยังขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้ยาเป็นอย่างมาก และเห็นสมควรว่าควรเข้มงวดกวดขันให้มีเภสัชกรประจำร้านยาทุกแห่ง ประเทศไทยไม่ใช่แค่กรุงเทพมหานคร จังหวัดไกลปืนเที่ยงก็ประเทศไทยเหมือนกันครับ