โดย… ภญ.สุภาวดี เปล่งชัย รพ.เสลภูมิ ร้อยเอ็ด
ตั้งแต่กลางปี 2553 มานี้ ชีวิตสุภาวดี เปลี่ยนแปลงไปเยอะพอสมควร สังเกตตัวเองได้เพราะเมื่อเดือนตุลาคม – ธันวาคม เกือบทุกๆปี ต้องเฝ้าสนามกีฬา ไม่ว่าจะเป็นกีฬาภายใน CUP กีฬาโซน กีฬาสาธารณสุขจังหวัด กีฬาระดับอำเภอ ยิ่งแข่งเหย้า-เยือน กว่าจะได้กลับถึงบ้านก็ 3 ทุ่ม ผลการแข่งขัน กำหนดการแข่ง ไม่ว่าจะแข่งระดับไหน รู้โม๊ด ก็เป็นเลขานุการนี่นา กำหนดการก็ฉัน พิธีกรก็ฉัน หิ้วกระติกก็ฉัน แต่งสแตนท์เชียร์ก็ฉัน โทรทวงค่าโต๊ะจีนก็ฉัน ชุดนักกีฬาก็ฉัน นักกรีฑาก็ฉัน ผู้จัดการทีมก็ฉัน หรือเรียกให้ถูกคือเจ้าแม่งานกีฬา 5555
แต่ตอนนี้ออกจากวงการกีฬาโดยสิ้นเชิงแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าเภสัชกร OPD และงานคุ้มครองผู้บริโภค หน้าตาดีๆอย่างเรา จะได้ออกเยี่ยมบ้านผู้ป่วย งานเยี่ยมบ้านไม่เคยอยู่ใน Plan มาก่อน จนได้มาจับงานเภสัชกรรมปฐมภูมินี่ล่ะ แรกๆไม่รู้จะเริ่มยังไง นานๆไปเอาวะ ออกก็ออก ไปมันคนเดียวนี่ล่ะ ( บางวันขับรถรพ.ออกคนเดียวจริงๆ ) ได้พี่ๆน้องๆในรพ.สต. รวมถึงอสม.ออกร่วมด้วย ดีที่ทางพื้นที่เค้าเก่งๆกันอยู่แล้ว แต่เภสัชกรอย่างเราเป็นเหมือนหัวหน้าทีม เป็นหลักในงานนี้ซะแล้ว ทำไงดี
แต่เยี่ยมๆไป ก็ยังไม่รู้ว่า คนไข้ได้รับผลดีจากการเยี่ยมของเรายังไงบ้าง นอกจากการแนะนำวิธีกินยา การเก็บยา การหา DRP ( มันเป็น routine ) จนได้เจอผู้ป่วย case นึงเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน 2553

พบ ชายสูงอายุ เป็นอัมพาตจากภาวะหลอดเลือดสมองตีบ ตั้งแต่ เมษายน 2553 ตอนที่ไปพบครั้งแรก คุณตานอนอย่างสิ้นหวัง เป็นอัมพาตซีกซ้าย พูดไม่ได้ สามารถลุกนั่งได้เอง มีภรรยาคอยดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดวัน พบทั้งยาที่ได้รับจากโรงพยาบาล ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณจำนวน 6 ขวด ( ฟังจากดีเจ ว่า “เถาเอ็นอ่อน ” รักษาอัมพาตได้ ) และที่น่าตกใจคือยาลูกกลอน ทั้งเม็ดกลม เม็ดรูปท่อน เปลือกไม้สำหรับชงรับประทาน ยาผงสีเหลืองๆ โดยมีหมอ (เถื่อน)มารักษาให้ถึงบ้าน ในราคา 3,900 บาท ทีนี้ล่ะเภสัชกรคบส.อย่างฉัน ยอมไม่ได้ หาข้อมูลอีก 4 วัน รวมเสาร์ – อาทิตย์ เข้าแจ้งความที่โรงพัก โดยมีภรรยาผู้ป่วย ไปให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนด้วย
จากนั้นฉันได้ประสานทีม “ ศูนย์ดูแลผู้พิการครบวงจร ” ให้ออกมาดำเนินการเรื่องบัตรผู้พิการ เพื่อคุณตาจะได้รับเบี้ยเลี้ยงเดือนละ 500 บาท และได้ชวนน้องนักกายภาพบำบัด มาช่วยดู case นี้ด้วย แรกๆน้องก็ฝึกให้บริหารแขนตัวเองโดยใช้มืออีกข้างช่วย ฝึกการออกเสียง สัปดาห์ต่อๆมาก็ให้ฝึกยืน โดยต้องใช้คนถึง 5 คน ในการดึงร่างคนไข้ขึ้นมาจากที่นอน ทั้ง 5 คน มีภรรยา นักกายภาพบำบัด เจ้าหน้าที่แพทย์แผนไทยของรพ.สต. อสม. และพนักงานขับรถ ( เภสัชกรถ่ายภาพและกวาดบ้าน ) น้องกายภาพจัดหา walker มาให้ และให้ญาติหาเตียงไม้ไผ่มาแทนการนอนกับพื้น ( จะได้ฝึกยืนได้ง่าย ) แต่กว่าจะได้เตียงมานอน ก็หลายสัปดาห์เพราะเพื่อนบ้านหวังดีกลัวคนไข้ตกเตียง ให้ยกเตียงออก ทีมเราก็แนะนำให้ทำราวจับอย่างง่าย นั่นล่ะกว่าจะลงตัว
ไม่น่าเชื่อ จากเดือนพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ ตอนนี้ไปเยี่ยมบ้านล่าสุด เมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2554 นี่เอง ฉันได้พบรอยยิ้มและแววตาที่สดใสของทั้งผู้ป่วยและภรรยา โดยคุณยายผู้เป็นภรรยาบอกว่า โอยคุณหมอ ฉันคุยกับตาว่า ” นึกว่าชาตินี้ตาจะไม่ได้เหยียบแผ่นดินอีกแล้ว ” ก็เพราะตอนนี้คนไข้ของพวกเรา ( เภสัชกร นักกายภาพบำบัด พยาบาลประจำรพ.สต. เจ้าหน้าที่แพทย์แผนไทยประจำ รพ.สต. อสม. ) กำลังหัดเดินโดยใช้ walker ไปรอบๆบ้าน และน้องนักกายภาพได้มอบของขวัญให้อีกชิ้นคือ cane เป็นไม้เท้ามี 4 ขา เท่ห์มาก
จนถึงวันนี้ฉันก็ยังคิดว่า เภสัชกรอย่างฉันทำได้อย่างไร สามารถช่วยให้คนนอนอย่างสิ้นหวัง ให้มีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง ให้เดินได้ เท้าได้สัมผัสพื้นดินที่เค้าคุ้นเคย ถึงแม้คุณตาเดินได้ไม่ใช่เพราะเภสัชกรเยี่ยมบ้านโดยตรง แต่ฉันถือว่าฉันได้เป็น case manager ในการดูแลคุณตาให้มีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เท่านี้การเปลี่ยนแปลงในชีวิตเภสัชกรอย่างฉัน ก็มีความอิ่มใจแล้วค่ะ





เป็นเรื่องเล่าดี ๆ จากน้องติ๊ก ในวันแห่งความรัก
เชื่อว่าในหัวใจของเราทุกคนมีความรักมากมาย
แต่จะแสดงออกมาในรูปแบบใด ๆ เท่านั้น
ความรักของเภสัชกรที่เกี่ยวข้องกับคนเจ็บป่วย
คงเป็นการได้ช่วยเหลือให้เขาหาย ดีขึ้น
ต่างคนต่างเป็นสุข ทั้งผู้รับและผู้ให้
ขอเป็นกำลังใจให้กับเภสัชกรที่เสียสละเพื่อประชาชนชาวไทย ทุกคน
ด้วยความรัก…
ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนเลยค่ะ
น่าชื่นชม และดีใจแทนคุณลุงมากเลย