โดย …ภญ.สุภาวดี เปล่งชัย (รพ.เสละภูมิ)
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร นับวันยิ่งมีผู้ประกอบการได้คิดค้นออกมาในรูปแบบต่างๆมากขึ้น เราในฐานะที่เป็นเภสัชกรเอง ยังไม่รู้จัก และติดตามได้ทันเลย เมื่อซักเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ได้รู้จักคลอโรฟิลด์ในรูปแบบอาหารเสริม เพราะบรรดาสาวๆในโรงพยาบาล พากันนำมาผสมน้ำดื่ม เพื่อให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งและเป็นการลดน้ำหนัก แต่ละวันต้องเห็นพวกเธอพกน้ำเขียวกันคนละ 1 ขวด ยังมีการคุยเล่นๆในห้องยาว่า สงสัยจะพากันสังเคราะห์แสงเองได้ละมั๊ง เดี๋ยวกินกันไปเขาก็คงงอกออกมา 5555 ในตอนนั้นยังไม่ได้กังวลถึงการแพร่หลายของคลอโรฟิลด์มากนักด้วยคิดว่าคนซื้อกินคงพากันอยากผิวพรรณดี เปล่งปลั่งกัน ถึงแม้จะได้ยินว่า มีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายไปขายยังหมู่บ้าน แล้วมีคนแห่มาซื้อกันเยอะ เห็นเค้าว่าขายดียิ่งกว่าขายผักซะอีก
แต่แล้วความคิดที่ว่า ไอ้น้ำเขียวๆ ไม่น่ามีปัญหาก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อได้พบผู้ป่วยจากการเยี่ยมบ้าน คุณยายอายุ 67 ปี เป็นเบาหวานมานาน เจอคุณยายครั้งแรกเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2553 คุณยายมียารับประทานแค่ 3 รายการ คือ Metformin 1 x 3 Gliben 2 x 2 และ ASA I 1 x 1 ซึ่งก็รับประทานได้อย่างถูกต้อง แต่คุณยายบอกว่าเหนื่อย เพลีย เบื่ออาหารมาก สอบถามแจ้งกินข้าวแค่วันละ 1 มื้อ ตอนนั้นคิดว่าคุณยายมีภาวะ Hypoglycemia แน่ๆ ( ไม่ได้นำอุปกรณ์ในการตรวจน้ำตาลในเลือดไปด้วย ) เพราะกินยาครบ แต่กินข้าววันละมื้อเอง ตามัวมาก ถึงแม้เคยลอกตาที่รพ.บ้านแพ้วแล้วก็ตาม จนต้องให้ลูกค้าหยิบเงินทอนเอง ( คุณยายขายของชำ ) เขียน consult ลงสมุดผู้ป่วยให้แพทย์ปรับลดขนาดยาเบาหวานในนัดหน้า พร้อมกับแนะนำให้คุณยายรับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ
ผ่านมานานถึง 16 กุมภาพันธ์ 2554 ถึงได้ไปเยี่ยมบ้านคุณยายเป็นครั้งที่ 2 ดูในสมุดผู้ป่วย แปลกมากแพทย์ปรับเพิ่มขนาดยาเบาหวาน เป็น Gliben 2 x 2 Metformin 2 -1-2 ASA 1 x1 เอ๊ะทำไม ดูผลตรวจ FBS แล้วก็ตกใจ น้ำตาลครั้งที่พบแพทย์เมื่อ 14 ธันวาคม 2553 สูงถึง 270 mg% อ้าว ก็ยายบอกว่าเบื่ออาหาร กินข้าววันละ 1 มื้อนี่นา ทำไมน้ำตาลถึงสูงขนาดนี้ แต่ยังไม่ได้ถามอะไรคุณยายก็เอาเท้าให้ดู
“ ยายหนาว เลยให้ตาก่อไฟ แล้วยายยกเท้าผิงไฟ ยายพลาด เท้าหล่นลงถูกถ่านไฟ ” ให้เปิดแผลให้ดู ทำไมแผลยายสีเขียวล่ะคะ “ ก็นี่ไง ยายเอาผงคลอโรฟิลด์ โรยที่แผล แต่ก่อนแผลเบาหวานที่เท้ายายเมื่อปีที่แล้ว ก็หายเพราะคลอโรฟิลด์นี่แหละ ” ยายไม่ได้ไปล้างแผลที่อนามัยหรอก เดี๋ยวมันก็หาย แต่ในใจ แผลลึกขนาดนั้น แมลงวันตอมขนาดนั้น น่าจะมีการติดเชื้อล่ะ กำหนดนัดเดิม 8 กุมภาพันธ์ 54 ยายก็ไม่ได้ไป ก็แพทย์เพิ่มขนาดยาให้ยาย แต่ยายยังกินยาในขนาดเท่าเดิมนี่นา ยาก็เลยเหลือเยอะ
จากนั้นยายได้บ่นเรื่องอาการเบื่ออาหาร ยายบอกเหม็นกับข้าวมาก กินอะไรก็ไม่ได้ นี่เช้านี้กินแค่ตำบักงิ้ว อ้าว ทำไมน้ำตาลในเลือดสูงตลอด “ ยายกินอะไรอย่างอื่นอีกคะ ” “ นี่ไง น้ำคลอโรฟิลด์ แต่กินไม่เยอะนะ เช้า เย็น เท่านั้นเอง ” ตอนนั้นก็ยังงงๆ เอ หรือคลอโรฟิลด์จะทำให้ยายอิ่ม ไม่หิวข้าว แล้วน้ำตาลสูง มันจะสูงได้อย่างไร ยังไงถ่ายรูปกระป๋องบรรจุไว้ก่อนก็แล้วกัน พร้อมบอกยายให้งดดื่มน้ำเขียวๆนะยายนะ แล้วให้ยายไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อรักษาแผลในวันรุ่งขึ้น พร้อมเขียนบันทึกเยี่ยมบ้านว่าเภสัชกรสงสัยว่าคลอโรฟิลด์ และ Metformin ส่งผลให้ยายเบื่ออาหาร แล้วไม่ใช่เฉพาะคลอโรฟิลด์ผงนะ ยังมีคลอโรฟิลด์ล้างแผล คลอโรฟิลด์ล้างลำไส้อีก ราคารวมๆที่คุณยายกินมาตลอด 2 ปีนี่คงเป็นหมื่นบาทแน่ๆ
ตอนเย็น มาดูภาพที่ถ่ายไว้ ที่กระป๋องระบุ 45 servings / 91.64 g 775 บาท
ส่วนประกอบใน 1 ช้อนชา มี โซเดียม คอปเปอร์ คลอโรฟิลลิน 0.032 กรัม
มอลตริน 2.0045 กรัม
เอ เจ้ามอนตริน คืออะไรแน่ มอลตรินก็คือ มอลโตรเด็กซ์ตริน ( Maltrodrextrin ) ซึ่งเป็น Oligosaccharides เมื่อเข้าไปในร่างกายก็จะเปลี่ยนเป็นกลูโคส อ้อ มิน่าล่ะ ยายถึงได้อิ่มน้ำเขียวตลอดวัน ข้าวก็ไม่หิว ตามส่วนประกอบที่ระบุ แสดงว่า 1 ช้อนชา 2.0365 ได้มอนตรินไปเป็นสัดส่วนถึง 98 % เลยทีเดียว ส่วนคลอโรฟิลด์ได้แค่เกือบๆ 2 % เอง
พอวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554 คุณยายก็มาที่โรงพยาบาลเสลภูมิตามที่เภสัชกรนัด ตอนเช้าไปเดินตามหายายที่นั่งรอพบแพทย์อยู่ แล้วให้ยายไปล้างแผลด่วนที่ห้องฉุกเฉิน พร้อมฝาก case ไว้กับพี่พยาบาลคลินิกพิเศษ วันนั้นระดับน้ำตาลในเลือดของคุณยายเป็น 236 mg% แพทย์ปรับยาใหม่ เป็น Gliben 2 x2 Piogitazone 1 x1 MTV 1 x 2 พร้อมได้รับ Dicloxa 1 x 4 และ Lorazepam และ chlorazepate ( ก็ในบันทึกเยี่ยมบ้าน เภสัชกรเขียนว่าคุณยายนอนไม่หลับ กังวลเรื่องแผล เรื่องโรคเบาหวานด้วย จนต้องนอนร้องไห้ )
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554 ไปเยี่ยมบ้านคุณยายเป็นครั้งที่ 3 เวลา 15.30 น. ครั้งนี้เจาะระดับน้ำตาลในเลือด ผล DTx = 356 mg % ยายบอกตั้งแต่กลับมาจากโรงพยาบาลแล้วได้ยาใหม่วันนั้น ยายก็กินข้างได้แล้วล่ะหมอ แต่ยายกินข้าวเที่ยงเมื่อเที่ยงกว่าๆ ตอนนี้บ่ายสามโมงทำไมน้ำตาลยังสูงอยู่
“ แล้วยายเลิกกินคลอโรฟิลด์หรือยังจ๊ะ ”
“ ยังหรอกหมอ ยายกลัวแผลไม่หาย ”
“ แต่ในผงคลอโรฟิลด์ มีตัวนึงที่จะทำให้น้ำตาลในเลือดยายสูงได้นะคะ งั๊นหมอเอากระปุกคลอโรฟิลด์ยายไปเนาะ น้ำตาลในเลือดจะได้ลดลง ”
“ อ้าวแล้วยายจะเอาที่ไหน มาทาขายายล่ะ เพราะถ้าไม่ได้เอาน้ำคลอโรฟิลด์ทาขา ยายจะนอนไม่หลับนะ เพราะขายายมันออกร้อน เจ็บแปล๊บๆ ตอนกลางคืน ถ้าทาแล้วจะหายน่ะหมอ ”
“ ยายอยากหายตามัวมั๊ยจ๊ะ ถ้าหยุดกินน้ำเขียวๆ ยายจะหายตามัวนะ งั๊นเอาอย่างงี๊นะคะ ยายหยุดกินน้ำเขียวๆ แต่ให้ยายทาขาได้ ตกลงมั๊ย ”
“ ยายน่ะ กินวันละขวดเลยล่ะหมอ ” เสียงของตาลอยขึ้นมา
“ หมอก็ว่าแล้วเชียว ถ้ากินวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น ทำไมน้ำตาลมันสูงขนาดนี้ สรุปว่า ทาขาได้อย่างเดียว ห้ามกินนะจ๊ะยาย ”
คุณยายก็รับปากรับคำอย่างดี พอดีหลานชายคุณยายกลับจากโรงเรียนพอดี เลยแนะนำหลานให้กำกับเรื่องคลอโรฟิลด์อีกทีนึง
นี่เป็น case นึง ที่ฉันได้พลาดตั้งแต่การเยี่ยมบ้านในครั้งแรก ไม่สามารถค้นหาที่แท้จริงของคุณยายได้ คิดไม่ถึงจริงๆว่า คลอโรฟิลด์หรือน้ำเขียวของคุณยาย จะส่งผลต่อชีวิตของคุณยายได้ขนาดนี้ นี่บ้านเมืองเราผู้ประกอบการเห็นสุขภาพเป็นสินค้าไปหมดแล้วหรือนี่ จากLink นี้
http://www.unicity.in.th/?p=342
ที่ระบุสรรพคุณอันวิลิศมาหราของคลอโรฟิลด์ยี่ห้อนี้แล้วก็อึ้ง กองควบคุมอาหาร อย.จะรู้มั๊ยเนี่ย ว่าผลิตภัณฑ์ที่ตนอนุญาตขึ้นทะเบียนเป็นอาหาร จะส่งผลร้ายต่อผู้ป่วยได้ขนาดนี้ เมื่อไหร่นะ ผู้ประกอบการจะมีจริยธรรม ตรงไปตรงมา ไม่กล่าวอ้างสรรพคุณโอ้อวดอันเกินจริง และเมื่อไหร่นะ ที่อย.จะปรับปรุงระบบ Pre marketing ใหม่ซะที รู้มั๊ยว่าในระดับชุมชน มีปัญหาเรื่องผลิตภัณฑ์สุขภาพมากมายขนาดไหน ในเมื่อต้นน้ำไม่เคยควบคุมหรือแก้ปัญหาเลย แล้วปลายน้ำจะให้ทำระบบ Post marketing ให้ดีได้อย่างไร



ผู้ประกอบการไม่หวังดีกับผู้บริโภค เอาเงินอย่างเดียว ชาวบ้านเป็นเหยื่อไป และชาวเมืองที่เต็มไปด้วยข้อมูล ก็ยังพลาดเลย คนรอบตัวเรากินกันใหญ่ เราก็เคยซื้อมาเพราะเกรงใจคนขาย แพงมากมาย และไม่ได้กินด้วย เพราะมานั่งศึกษาหลังจากซื้อมาแล้ว
ดังนั้น อาหารเสริมมาจากการกินอาหารที่ดีของเรา
ออกกำลังกาย หากไม่สบายไปหาหมอ และปรึกษาเภสัชกร ดีกว่า
ขออนุญาตแปะ link ใหม่ค่ะ
http://www.unicity.in.th/?p=342
เคยลองเข้าไปฟัง unicity บรรยายเรื่องสินค้าของตัวเองเหมือนกันค่ะ เคยเห็นเอาวิดีโอเรื่องที่คนเป็นเบาหวาน แล้วบอกว่ากินอาหารเสริมตัวนี้ แล้วหายด้วย…อันนี้เข้าข่ายหลอกลวงเห็นกันชัดๆ.
อยู่ในบริษัทค่ะ เค้าไม่ได้บอกว่าตัวนี้นะคะที่บอกว่าเรื่องลดเบาหวานค่ะ บอกเรื่องเกี่ยวกับเลือด แต่ตกใจเหมือนกันค่ะที่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้ขนาดนั้นเข้ามาหาข้อมูลก่อนจะขายผลิตภันตฑ์ ทว่าในหนังสือแนะนำมีบอกนะคะว่ากลุ่มไหนห้ามกินบ้างกลุ่มไหนกินได้บ้าง ควรกินเจือจางอยางไรบ้าง ดิฉันว่าอยู่ที่ผู้ขายมากกว่าค่ะที่ไม่มีจรรยาบรรในการขายผลิตภันตฑ์ ขอบคุณมากนะคะที่ให้ข้อมูลดิฉันจะได้ไม่หลับหูหลับตาไปขายคนโดยที่ไม่รู้ออะไรเลย