โดย…นศภ. ซูเฟียณี เจะนิ
นักศึกษาฝึกงาน คณะเภสัชศาสตร์ ม.รังสิต
ฉันเชื่อว่า ชีวิตของคนเราเกิดมาย่อมมีความฝันเป็นของตนเอง บางคนอาจค้นพบสิ่งที่ตัวเองชอบตั้งแต่เด็กๆจึงเลือกที่จะเดินตามทางที่ตนเองฝันตั้งแต่นั้นมา บางคนอาจไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรหรืออยากเป็นอะไรได้แต่ลองผิดลองถูกเอาว่าสิ่งไหนคือสิ่งที่ใช่ที่สุดสำหรับเขา แม้ว่าจะต้องเสียเวลาไปมากมายกับการค้นหาตัวเองก็ตาม สำหรับฉันคิดว่าตัวเองคงจัดอยู่ในหมู่คนจำพวกที่สองที่ไม่รู้ว่าตัวเองใฝ่ฝันอยากเป็นอะไรกันแน่ พอมีคนที่รักและนับถือเสนอทางเดินที่ดีก็หยิบมาพิจารณาและเลือกที่จะเดินตามทางที่เขาเลือกให้ เผื่อว่าจะเป็นทางที่ใช่สำหรับตัวเอง
และด้วยวิธีการที่ฉันเลือกเรียนเภสัชแบบไม่ปกตินี้เอง ทำให้ฉันไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับวิชาชีพนี้มากมายนัก รายละเอียดที่รู้ก็คงจะเหมือนกับคนทั่วไปที่คิดว่า หน้าที่ของเภสัชกรก็คงไม่พ้นการจัดยา และจ่ายยาให้แก่ผู้ป่วย จนในบางครั้งฉันยังอดคิดไม่ได้เลยว่า ตัวเองจะเรียนได้รึป่าวก็ไม่รู้ และแล้วเวลาได้พิสูจน์ให้ฉันได้รู้ว่า ตัวเองสามารถเรียนคณะนี้มาได้ตั้ง 3 ปีเต็มๆแล้ว ซึ่งเทียบกับฉันได้เดินทางมาครึ่งทางของความฝันแล้วซินะ และทุกๆครั้งที่ฉันกลับบ้านคำถามยอดฮิตของคนที่บ้านมักถามเสมอก็คือ “ตกลงเรียนเภสัชเขาเอาไว้จ่ายยาอย่างเดียวหรือ” ฉันก็ได้แต่ยิ้มและตอบลวกๆไปว่า “อาจจะใช่มั้ง”(ก็จะตอบเขาไปได้ยังไงในเมื่อวิชาที่เรียนผ่านมาตั้งแต่ปีหนึ่งยันปีสาม ฉันยังไม่รู้เลยว่าตัวเองจะเอาไปใช้ในการประกอบวิชาชีพได้ยังไง) ด้วยความที่ฉันไม่สามารถตอบโจทย์เหล่านั้นได้ ดังนั้นเมื่อมีโครงการดูงานในช่วงภาคฤดูร้อนเพื่อเพิ่มประสบการณ์ที่ทางมหาลัยจัดขึ้น ฉันจึงรีบฉวยโอกาสนี้ซะเลย เพื่อที่จะได้รู้เสียทีว่าเภสัชกรเขาทำงานแนวไหนกันแน่ โดยฉันเลือกโรงพยาบาลยะหริ่งเป็นแหล่งฝึก เหตุผลที่เลือกที่นี่ก็เพราะ เป็นโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้บ้านมากที่สุด และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ได้รู้มาจากแหล่งข่าวต่างๆที่บอกต่อกันมาว่า เภสัชกรโรงพยาบาลนี้ใจดีกันทุกคนเลย(นี้ไม่ได้ยอเล่นนะค่ะ แต่เป็นเรื่องจริง) ก่อนมาฝึกงานฉันคาดหวังไว้ว่า ฉันคงจะได้เรียนรู้ถึงบทบาทของเภสัชกรได้มากขึ้น แต่หารู้ไม่ว่าการมาฝึกงานในครั้งนี้ทำให้ฉันได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างมากกว่าที่คิดไว้เยอะ
วันแรกๆที่เริ่มมาฝึกงานฉันนึกว่าพี่เขาคงจะให้ฉันแค่จัดยาตามใบสั่งแพทย์ จึงไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาก ก็แค่จัดยา นับเม็ดยาใส่ถุง แค่นี้ใครๆเขาก็ทำได้ ตอนนั้นคิดไว้ว่าคงไม่ต้องใช้ความรู้ที่เรียนมากเท่าไรหรอกมั้ง ก็แค่ไปสังเกตการณ์เท่านั้นเองว่า เภสัชกรเขาทำอะไรกันบ้าง แต่ที่ไหนได้ไปวันแรกแบยิ(ภก.ประสิทธิ์ แวจูนา)และกะมู (ภญ.มูนาดา แวนาแว)ก็เริ่มให้ความรู้เกี่ยวกับระบบการทำงานด้านเภสัชกรรมภายในโรงพยาบาลอย่างเข้มข้น พร้อมทั้งได้ถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆที่ได้เจอะเจอระหว่างการทำงานไว้มากมาย จนฉันแทบ save ข้อมูลไว้ไม่ทัน อ้อ!! ฉันลืมบอกไปว่าการฝึกงานในครั้งนี้ ฉันได้ฝึกร่วมกับพี่ๆพยาบาล 3000 ที่ทางหัวหน้ากลุ่มการพยาบาลจัดกลุ่มให้เวียนกันมาเรียนระบบยาด้วย จึงทำให้ฉันมีเพื่อนคุย และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับพี่ๆได้เยอะเลยทีเดียว ช่วงบ่ายแบซุฟ(ภก.สุฟยาน ลาเต๊ะ)และแบซิส(ภก.ไพรัตน์ หัตถประดิษฐ์) ได้มอบหมายงานโดยให้สรุปใจความสำคัญจากเรื่องที่ได้อ่าน ซึ่งฉันได้หัวข้อเกี่ยวกับโรคเบาหวาน ที่นี้แหล่ะฉันเริ่มเกิดอาการงงๆเล็กน้อย (ก็ไหนรุ่นพี่บอกมาว่าแค่มาจ่ายยาสบายๆเองนี้นา) และด้วยงานที่ได้รับมา ทำให้คืนนั้นทั้งคืนฉันต้องกลับไปรื้อตำราที่ได้เรียนมาซึ่งแทบจะคืนอาจารย์ไปแล้วกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง เพื่อที่จะได้นำมาแลกเปลี่ยนความรู้ที่ได้อ่านมากับพี่ๆพยาบาล ซึ่งทำให้ฉันได้รับความรู้จากการทำงานในครั้งนี้หลายเรื่องเลยทีเดียว เช่น การ stat ยาที่ถูกต้อง การลดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา รวมทั้งได้รับความรู้เกี่ยวกับการกินยาก่อนและหลังอาหารที่ถูกวิธี เป็นต้น
วันต่อมาพี่ๆในห้องยาได้แจกใบสั่งยาให้กับฉันและพี่ๆพยาบาลคนละใบ เพื่อไปวิเคราะห์และศึกษาถึงกลไกของยาแต่ละตัว พร้อมทั้งให้หาเหตุผลด้วยว่าทำไมหมอถึงสั่งยานี้ให้แก่ผู้ป่วย และเนื่องจากภารกิจที่ได้ในวันนี้ ทำให้ฉันฉุดคิดได้ว่า การมาฝึกงานในครั้งนี้มันคงไม่ธรรมดาเสียแล้ว เพราะแค่ใบสั่งยาใบเดียวนั้นอาจจะดูว่าน้อยนิดมาก แต่หารู้ไม่ว่าในนั้นมียาเกือบ 10 ตัวที่ฉันต้องหา แต่ในความตกใจหรือสิ่งที่เราไม่คาดคิดที่จะเกิดขึ้นก็ย่อมมีสิ่งที่ดีปะปนอยู่เสมอ ก็เพราะชื่อยาหลายๆตัวนี้แหล่ะที่ทำให้ฉันกระตือรือร้นที่จะสืบเสาะหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆไม่ว่าจะเป็นจากหนังสือเรียน หนังสืออ้างอิง หรือจากInternet ก็ตาม ซึ่งทำให้ฉันรู้จักวิธีการสืบค้นข้อมูลทางยาที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้ฉันได้ทบทวนความรู้เรื่องยาได้ตั้งหลายตัวแน่ะ อีกทั้งได้รู้วิธีการคำนวณ dose ยาในผู้ป่วยอีกด้วย และเนื่องจากพี่พยาบาลมักจะสับเปลี่ยนเข้าห้องยาทุก 3 วัน ทำให้วันต่อมาฉันจึงต้องถูกแยกออกจากพี่ๆพยาบาลชุดใหม่ เพื่อมาทำงานตามที่ได้รับมอบหมายไว้ นั้นก็คือ การศึกษาถึงการหลีกเลี่ยงการเกิด LASA ที่มักเกิดขึ้นในโรงพยาบาล แรกๆตอนที่ได้รับงานนี้ฉันก็ทำท่างงๆอยู่พักใหญ่ ก็ฉันพึ่งจะเคยได้ยินคำๆนี้เป็นครั้งแรกนี่นา ไม่งงก็แปลกแล้ว และด้วยความที่ไม่รู้นี้เองทำให้ฉันต้องพยายามหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ LASA ไปพร้อมๆกับเก็บข้อมูลภายในโรงพยาบาลให้ได้มากที่สุด เพื่อเตรียมนำเสนอแก่พี่ๆในห้องยาในสัปดาห์ต่อไป ซึ่งในระหว่างที่เก็บข้อมูลนั้นฉันก็ได้เข้าไปฟังการวิเคราะห์ใบสั่งยาของพี่ๆพยาบาลชุดใหม่ไปด้วย ซึ่งทำให้ฉันได้รับความรู้เรื่องยาที่ใช้รักษาโรคต่างๆอีกเพียบ อาทิ โรค COPD,CHF,วัณโรค,โรคเรื้อน และอีกหลายๆโรค โดยในขณะที่พี่ๆเภสัชกำลังให้ความรู้แก่ฉันและพี่ๆพยาบาลนั้นเอง ก็จะมี case ผู้ป่วยเข้ามาให้กะมูแนะนำการใช้ยาที่ถูกต้อง หรือบางวันก็จะมี case ที่โทรมาจากห้องฟัน ห้องคลอดให้แบซุฟ ช่วยหาข้อมูลเกี่ยวการใช้ยาของคนไข้ ที่พบเจอกับปัญหาการใช้ยาด้วย ทำให้ฉันที่กำลังนั่งเรียนอยู่ ณ ตรงนั้นได้สัมผัสถึงการทำงานในอีกแง่มุมหนึ่งของเภสัชกร และแล้วสัปดาห์แรกของการฝึกงานก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับความรู้ใหม่ๆที่ทำให้ฉันรู้จักบทบาทของเภสัชกรมากขึ้น
การฝึกงานสัปดาห์ที่สองของฉันเริ่มขึ้นอย่างเคร่งเครียด เพราะฉันต้องรีบรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ LASA ลงใน power point เพื่อจะได้นำเสนอแก่พี่ๆในห้องยาในวันรุ่งขึ้น ( ก็ใครจะไปคิดว่าต้องมาทำอะไรที่ใกล้เคียงกับการทำงานจริงๆอย่างนี้ แต่ในเมื่อพี่ๆอุตส่าห์ยื่นโอกาสดีๆแบบนี้มาให้แล้ว ซึ่งฉันคิดว่าคงหาทำได้ยากหากเป็นแหล่งฝึกอื่นๆ ยังไงซะฉันก็ต้องทำมันออกมาให้ดีที่สุดอยู่แล้ว สู้..สู้…) หรือเพราะวันนั้นกะมูเห็นฉันนั่งเคร่งเครียดกับงานเกินไปหรือป่าวก็ไม่รู้ อยู่ๆได้ชวนฉันไปดูคนไข้ที่ ward ด้วยกัน ซึ่งทำให้ฉันได้รู้ถึงหน้าที่ของเภสัชกรในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่นอกจากจะทำงานในห้องยาแล้ว ยังต้องมาดูการใช้ยาในหอผู้ป่วยอีกด้วย การมาดูคนไข้ในครั้งนี้ทำให้ฉันได้เรียนรู้ว่าการพูดโน้มน้าวให้ผู้ป่วยเข้าใจการใช้ยานั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย (สงสัยฉันต้องหัดไปพูดหวานๆอย่างกะมูและหัดมีลูกอ้อนกะเขาบางแล้วล่ะ เผื่อเอามาใช้ตอนทำงาน) วันต่อมาฉันได้นำเสนอเรื่อง LASAที่ฉันได้ทำการรวบรวมข้อมูลมาให้แก่พี่ๆในห้องยาฟัง แรกๆฉันก็รู้สึกหวั่นๆอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน แต่พอนำเสนอได้สักพัก บวกกับบรรยากาศที่เป็นกันเองของพี่ๆในห้องยาทุกคนทำให้การรายงานของฉันเป็นไปอย่างราบรื่น รวมทั้งยังได้รับข้อเสนอแนะดีๆจากพี่ๆในห้องยาอีกมากมาย และแล้วการฝึกงานของฉันก็เหลืออีกแค่ 3 วันเท่านั้นเอง แม้เวลาจะเหลือน้อยลงแต่ฉันก็ยังได้เรียนรู้อะไรอีกหลายๆอย่าง เช่น การได้เรียนเกี่ยวกับ High Alert Drug ที่มีกะมูและกะนูร(ภญ.นูรไอนา ดารามาลย์) คอยให้คำแนะนำดีๆให้ การได้ทำความรู้จัก web www.pharmyaring.com มากขึ้น รวมทั้งการได้เรียนรู้ระบบการกระจายยาในแผนกผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก
ในระหว่าง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานั้นทำให้ฉันได้เรียนรู้ถึงบทบาทของเภสัชกรได้มากยิ่งขึ้นซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ได้ตั้งไว้ และนอกจากนี้ยังทำให้ฉันได้เรียนรู้และสะสมประสบการณ์ในระหว่างที่มาฝึกงานไว้ได้เยอะมาก เพราะนอกเหนือจากความรู้มากมายที่ฉันได้รับจากพี่ๆเภสัชกรทุกคนในห้องยาแล้ว การฝึกงานในครั้งนี้ยังทำให้ฉันได้รู้จักถึงการปรับตัวและทักษะการใช้ชีวิตในการทำงานจริง ฝึกให้ฉันได้ศึกษา ได้เรียนรู้ด้วยตัวเองมากขึ้น ทำให้ฉันได้เรียนรู้การทำงานจริงๆของพี่ๆเภสัชกรทุกคน รวมทั้งยังฝึกให้ฉันมีความรับผิดชอบต่องานหรือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายไว้ ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความรู้และประสบการณ์จากการฝึกงานในครั้งนี้คงจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาในหลักสูตรและการทำงานในอนาคตของฉันในภายภาคหน้าได้มากเลยทีเดียว
สุดท้ายนี้ฉันคงต้องขอขอบคุณผู้ให้ลมหายใจแก่ฉันที่กำหนดให้ฉันได้เลือกเดินทางในวิชาชีพนี้ ทำให้ฉันได้ค้นพบความฝันของตัวเองในวันนี้ ขอบคุณแววตาสองคู่ที่คอยเป็นกำลังใจเสมอมากับการเดินทางหาความฝันของฉัน และขอขอบคุณพี่ๆเภสัชกร รวมถึงพี่ๆในห้องยาโรงพยาบาลยะหริ่งทุกคนสำหรับความรู้ รอยยิ้ม และมิตรภาพที่ให้มาตลอดระยะเวลาสองสัปดาห์ที่ผ่านมา (ขอพระองค์อัลลอฮฺทรงตอบแทนความดีของพี่ๆทุกคนด้วยผลตอบแทนที่ดีงามด้วยเถิด)
(หมายเหตุ : “แบ” คำเรียกแทน “พี่ชาย”, “กะ” คำเรียกแทน “พี่สาว” มาจากภาษามลายูท้องถิ่น)