สามเดือนที่ผ่านมา อยู่กับการเขียนงานที่ยังใช้งานไม่ได้เลย
ต้องเขียนบทที่ 1 ของงานวิจัย ที่ต้องนำเสนอปัญหาวิจัย
ให้ชัดเจน และวิธีการแก้ไขปัญหาตามหลักการและ
ทฤษฎีที่นำมาใช้…เขียนไปอย่างไร อาจารย์ก็ยังไม่ให้ผ่าน
เลยกลับมานั่งคิด นอนคิด ไม่เท่านั้น
เดินคิดด้วย ว่าปัญหาของการเขียนมันคืออะไร
แล้วก็พบว่า ปัญหาของเราคือ สาเหตุของปัญหางานวิจัยมันยังไม่ชัด
เราคิดไปเองว่าปัญหาของเป้าหมายเราเป็นแบบนี้
มันเป็นจริงเมื่อหลายเดือนก่อน แต่มาบัดนี้ เวลาเปลี่ยนปัญหาเปลี่ยน
เพราะมุมมองเราเปลี่ยนด้วย
เราคิดได้ขณะเดินกลับบ้านแล้วมองต้นไม้ไปด้วย
แล้วมันก็ปิ๊ง…ขึ้นมาว่าเราต้องเข้าใจอะไรใหม่แล้ว อย่าติดกับความคิดเดิม ๆ
ก็เลยเริ่มมองกลุ่มเ้ป้าหมายในมุมมองใหม่ ๆ สแกนวงจรการทำงานของเป้าหมาย
ตั้งแต่ต้นจนจบ เขียนเป็นแผนผัง แล้วเมื่อมีโอกาสไปร่วมกิจกรรมชุมชนกับเขา
ก็ทำให้เห็นปัญหาของเขากว้างขวางขึ้น
แล้วก็ยอมรับตัวเองว่าเราตกร่องมานาน คนเราไม่ควรตัดสินไปเอง
ควรเก็บข้อมูลให้รอบด้านตามหลักของการทำวิจัย และจัดลำดับความสำคัญของปัญหา
เพราะไม่สามารถแก้ไขทุกปัญหาได้ในคราวเดียวกัน
หรืออาจมองที่เป็นจุดคานงัด(เลียนแบบเขามา) เพื่อว่าแก้จุดนั้น
แล้วเกิดผลกระทบต่อจุดอื่น ๆ ให้คลี่คลายลงไปได้
แล้วความไม่ชัดนั้น มันไม่ชัด 2 อย่างคือ เขียนไม่ชัด หรือปัญหาไม่ชัดจริง ๆ
ซึ่งอย่างแรกต้องมีวิธีการนำเสนอที่ตรงจุด
ส่วนอย่างหลังทำให้การนำเสนอปัดเป๋ไปได้ เพราะว่าพอปัญหาไม่ชัดจริง ๆ
เราก็หาเหตุผลที่หนักแน่นมาประกอบไม่ได้ และไม่รู้ว่าต้องแก้อย่างไร
มันนุงนังกันไปหมด คิดว่ามั่วไปละกันก็ไม่ได้ซะแล้ว
แต่เมื่อคิดว่าปัญหาใช่อีกรอบนึงแล้ว (อาจไม่ใช่อีกก็ได้)
ก็เลยตั้งใจมานั่งเขียนงานอีกรอบ
ก็พบปัญหาอีกว่า จะนำเสนออะไรบรรทัดแรก
จะเขียนเชื่อมโยงอย่างไรให้ไม่วกวน เลยคิดถึงหลัก
เขียนภาพใหญ่แล้วค่อย ๆ ย่อยลง ๆ จนไปถึงปัญหา
เพื่อพาให้คนอ่านที่ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่เราพบเจอ
ได้เข้าใจว่าเรื่องของเรามันเป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์ปัญหาใหญ่ ๆ อย่างไร
มีผลกระทบใดในสังคม มันสำคัญพอที่จะต้องนำมาทำวิจัยมั้ย
อ้อ ก็คงเป็นคำว่า บริบทของปัญหานั่นแหละ ที่หากนำเสนอให้ครอบคลุมแล้ว
ผู้อ่านก็จะเข้าใจได้
ต่อมาก็คือความเชื่อมโยงแต่ละย่อหน้าว่าจะเขียนให้เป็นเรื่องเดียวกันได้อย่างไร
กลัวคำว่า”แล้วเรื่องนี้มันโผล่มาได้อย่างไร” คือว่ามันเกี่ยวข้องกันอย่างไร
ถึงนำมาเสนอด้วย ก็เลยต้องคิดอย่างมีเหตุผลว่า อะไรเกิดก่อน
แล้วมันส่งผลต่อสิ่งนี้จริง ๆนะ หลับตานึกเอาเสียเลย
แล้วเขียนด้วยภาษาที่เราเข้าใจได้เอง ง่าย ๆ ก่อน
ให้ได้ความเชื่อมโยงก่อน แล้วค่อยมาขัดเกล่าเอาละกัน เมื่อเขียนจนครบแล้ว
ตลอดการเขียนต้องมีสมาธิเพื่อที่จะเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นมาเรื่อย ๆ
ไม่ให้ออกนอกกรอบเลย อะไรไม่เกี่ยวก็ไม่เอามา(มักจะเผลอ)
คำสอนของอาจารย์ ลอยมา เสมอ
ก็อยู่ในอาการอย่างนี้มา สามเดือน สิ่งที่ได้เรียนรู้นอกจากการเชื่อมโยงกัน
การคิดอย่างเ็ป็นระบบแล้ว …ทำให้คิดอย่างวางใจว่า…ความคิดคนเราต้องเปลี่ยนได้
หากสิ่งแวดล้อมมันเปลี่ยน..ไม่ยึดมั่นถือมั่น…สิ่งที่เคยเป็นแบบนี้
วันนึงก็เปลี่ยนแปลงไป …ก็ต้องพร้อมจะเปิดใจยอมรับ
สำหรับการเขียนเรื่องเล่าโดยทั่วไป คงคล้าย ๆ กัน
เพราะว่าคนอ่านไม่ได้อยู่ร่วมอารมณ์กับเราด้วย
การนำเสนอให้ตรงประเด็น และองค์ประกอบแวดล้อม
ที่ร้อยเรียงให้สัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง
ก็จะทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจ ..และน่าอ่าน
อย่าลืม..อารมณ์ขัน..เศร้า…เหงา..ดีใจ…สุขใจ
ที่ใส่เข้ามาเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจความรู้สึกของคนเขียนได้ดี
คนเราอาจมีประสบการณ์ร่วม เหมือนกัน
ที่จะทำให้เกิดแรงบันดาลใจ เกิดความรู้สึกอบอุ่น
ที่มีใครเป็นเพื่อนร่วมทางด้วย …แม้ว่าจะเพียงแ่ค่จากการอ่านงานเขียนเท่านั้น