Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for the ‘เรื่องเล่า ชุมชน’ Category

โดย…นางบุษบา  บุญกะนันท์ (รพ.เมืองจันทร์ จ.ศรีสะเกษ)

แม้เหตุการณ์จะผ่านไปนานแล้ว แต่ดิฉันยังภาคภูมิใจและจดจำเหตุการณ์นั้นได้ดี

เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2548 ดิฉันและทีมงานออกหมู่บ้านเพื่อเก็บข้อมูลพื้นฐานด้านสภาวะสุขภาพของชุมชน เมื่อไปถึงหมู่บ้าน ขณะที่เรากำลังเดินไปที่บ้านหลังหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงดัง และดังขึ้นเรื่อยๆ  มีเสียงตีกะละมัง จานช้อน หรืออะไรนักอย่าง จึงได้ถามชาวบ้านว่าเสียงอะไรหรือ “เสียงคนบ้า”  อ้าวเหรอขอไปเยี่ยมเขาหน่อยได้มั้ย แต่ทุกคนต่างก็กลัว แต่เรายืนยันว่าจะไปดูให้ได้ และภาพที่เห็นนั้นทำให้รู้สึกว่า ทำไม่เอนจอนาจอย่างนี้หนอ คนแก่คนหนึ่งถูกล่ามด้วยโซ่ นักคลุกกับดิน มีเล้าไก่เตี้ย ๆ เป็นบ้าน หลังคามุงจาก กินและอุจจาระที่เดียวกัน แล้วใช้ดินกลบ บ้านเตี้ยทำให้ไม่สามารถยืนได้  “ลุงพรหม” ถูกล่ามโซ่มานานประมาณ 20-30 ปีแล้ว  พอเราเข้าไปพูดด้วย แกเงียบ แต่ก็ฟัง  พวกเราบอกไปว่า “เราจะรักษาคุณลุงนะคะ” และเราได้รายงานให้แพทย์ทราบและให้ยาฉีด-กิน  และเข้าพบกับผู้นำชุมชน เพื่อช่วยกันหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน  ในการปลดโซ่ตรวน ซึ่งต้องใช้เวลา 5-6 ครั้ง ชาวบ้านจึงยินยอมรับข้อเสนอ

เกือบจะสายเกินไปเพราะลุงพรหม ได้ของแถมคือไส้เลื่อนเท่าแตงโม หลังโค้งงอ แกดีใจมาก ร้องไห้ และเรียกเราเสมอว่า แพทย์อีติ้วมาแล้ว ดิฉันซึ้งใจและภูมิใจมากที่มีส่วนช่วยให้มนุษย์คนหนึ่งได้เป็นมนุษย์ขึ้นมา ไม่ใช่ไก่ที่อยู่ในเล้า

ด้วยดิฉันทำงานที่โรงพยาบาลเมืองจันทร์ และขณะนั้นต้องรับผิดชอบสถานีอนามัยในเครือข่าย และร่วมกันเป็นทีมในการหาปัญหาของชุมชน จึงได้พบกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ ซึ่งสิ่งที่ได้เรียนรู้ในเหตุการณ์นี้ก็คือ การทำงานโดยทั่วไปที่นางพยาบาลจะอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่ได้สัมผัสกับชุมชนและสังคม แต่เมื่อได้สัมผัสแล้ว เราต้องให้บริการด้วยจิตวิญญาณ มีความตั้งใจ และจริงใจกับทุกคน ต้องประสานงานกับท้องถิ่นเช่น อบต. ซึ่งเมื่อทุกฝ่ายเข้าใจกัน มีการทบทวน หาแนวทางในการแก้ไขปัญหาของชุมชนร่วมกันโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วม และแก้ไขปัญหาโดยชุมชนเอง และเจ้าหน้าเป็นผู้สนับสนุน  ดังกรณีตาพรหมที่สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างปกติสุข

Read Full Post »

โดย…นางพนอม  วันดี (รพ.ปรางค์กู่)

ในช่วงบ่าย ๆ ของวันอาทิตย์ที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันหยุดของฉัน ได้มีโทรศัพท์จากน้องที่ ER แจ้งว่า EMS  ได้ออกไปรับ case จิตเวชที่พยายามจะกระโดดน้ำตายพร้อมกับบุตรอีก 2 คน ฉันจึงรับอาสาไปดูผู้ป่วยที่ ER ก็พบว่า เป็นผู้ป่วยหญิงวัยกลางคน ท่าทางอ่อนเพลีย แต่ก็ยังร้องว่า “ฉันอยากตาย” อยู่ตลอดเวลา และมีบุตรอีก 2 คน ท่าทางตกใจและกลัว โดยคนโตเป็นบุตรชายอายุประมาณ 3 ขวบ คนเล็กเป็นผู้หญิงอายุประมาณ 1 ขวบ ซึ่งในเวลานั้นก็มีญาติก็คือสามีและมารดาของผู้ป่วยอยู่ด้วย  ซึ่งการรักษาในขณะนั้นแพทย์ได้ให้ยาเพื่อลดอาการเอะอะโวยวายและ refer  ต่อไปยังโรงพยาบาลศรีมหาโพธิ์ ส่วนบุตรทั้ง 2 คน ญาติได้พากลับบ้าน

ซึ่งจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ฉันได้กลับมาทบทวนประวัติการรักษาของผู้ป่วย พบว่าประวัติการรักษาผู้ป่วย ก็กินยาสม่ำเสมอมาตลอด ฉันจึงไม่แน่ใจว่าสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการซึมเศร้าถึงกับจะฆ่าตัวตายเกิดจากการขาดยา ฉันจึงได้ลงเยี่ยมบ้านของผู้ป่วย ก็พบว่าบ้านผู้ป่วยเป็นเพิงหลังเล็ก ๆ มุงด้วยสังกะสี ฝาบ้านเป็นสังกะสีเก่า ๆ ทุกด้านไม่มีหน้าต่างเลย ภายในตัวบ้านมีแคร่ไม่ไผ่ ซึ่งใช้เป็นที่นอนอยู่ 3 แคร่  พื้นบ้านเป็นดิน ในกระท่อมขนาดเล็กนี้มีผู้อาศัยทั้งหมดถึง 6 คนด้วยกัน  คือครอบครัวของผู้ป่วย 4 คน มีแม่ และพี่ชายซึ่งเป็นใบ้

เมื่อได้พูดคุยกับแม่ สามีและเพื่อนบ้านของคนไข้ ก็ทำให้รู้ว่า ครอบครัวนี้อยู่กันอย่างลำบาก ไม่มีที่นาเป็นของตัวเอง มีรายได้ประจำจากเบี้ยผู้สูงอายุของแม่ และเงินจากการรับจ้างของสามีเดือนละประมาณ 3 พันบาท

จากการได้เยี่ยมบ้านในครั้งนี้ทำให้ฉันได้คิดว่า ที่ผ่านมาฉันเฝ้าดูแลรักษาเฉพาะตัวผู้ป่วย ฉันลืมไปว่าปัจจัยที่จะทำให้ผู้ป่วยหายหรือรักษาอาการให้ไม่รุนแรงกว่าเดิม ก็คือสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็น บุคคลรอบตัว หรือ ฐานะทางเศรษฐกิจ ฉันจึงนำเรื่องนี้มาพูดคุยหารือกับทีมการรักษาเพื่อดูแลให้ครอบคลุมถึงครอบครัวผู้ป่วย และก็ได้แนวทางในการดูแลผู้ป่วยแบบครอบคลุมไปถึงจิตวิญญาณ และสังคมจริง ๆ

Read Full Post »

โดย…นางเพ็ญทิวา  สารบุตร

(นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ สถานีอนามัยบ้านโคกเพชร อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ)

“2 มิ.ย. 2553 ดีใจจังเลย ที่ได้ทำงานกับวงการสาธารณสุขมาถึง 15 ปีกับอีก 1 วัน”

ไม่เคยคิดเลยค่ะว่าจะต้องมาเป็นหมออนามัย แต่โชคชะตาก็นำพาให้ก้าวมาถึงจุดนี้ของชีวิต ได้อะไรหลายอย่างมากจากการสร้างสุข เพื่อคนอื่น เพราะวันหนึ่งเราก็พบว่าชีวิตของเรามีความสุขจากการได้ทำสิ่งเหล่านี้

เมื่อเช้า เวลาประมาณ 08.00 น. ได้รับโทรศัพท์ประสานงานจาก “เภสัชฯเด่น” ฮีโร่ของคนขุขันธ์บอกว่า “ปุ้ม อาจารย์จากจุฬาฯ จะมา ให้มาอบรมเรื่องการเขียนเรื่องเล่า” เราตอบตกลงทันที คิดในใจว่าวันนี้ชีวิตคงได้รับการพัฒนาไปอีกก้าวหนึ่ง

แต่ ! วางสายจากเภสัชเด่นไม่ถึง 10 นาที “คุณปุ้ม” พยาบาลจิตเวชโรงพยาบาลขุขันธ์โทรมาให้ติดตามคนไข้ที่มีภาวะซึมเศร้าจะฆ่าตัวตายโดยด่วน! อะไรสำคัญกว่าคะ ถูกต้องเลย “ประชาชนต้องมาก่อน” เราขับรถออกจากบ้านด้วยความรวดเร็วและตั้งใจจริง ในสมองคิดว่า คำพูดแรกที่จะพูดเมื่อถึงบ้านคนป่วยจะพูดอย่างไร?

พอไปถึงบ้านคนป่วย พบคุณยาย คุณแม่ คุณพ่อ ทุกคน หน้าอาบไปด้วยน้ำตา คิดในใจว่าเรามาทันรึเปล่าเนี่ย?  “สวัสดีค่ะ เป็นยังไงบ้าง” คุณแม่เล่าพร้อมน้ำตาไหลรินว่า “น้องเพิ่งไปโรงเรียนได้ 2 อาทิตย์ คุณครูให้เข้าค่าย มีการนำเสนอที่หน้าชั้นเรียน  น้องพูดติดอ่าง แล้วเพื่อน ๆ หัวเราะ หลังจากวันนั้นน้องกลับมาที่บ้าน เขียนจดหมายลาตาย ขอโทษที่ทำให้พ่อแม่เสียใจ เมื่อเช้าน้องเตรียมเชือกด้วย” พูดจบก็ร้องไห้

เราขออนุญาตคุยกับน้อง คุณแม่บอกว่าน้องขึ้นไปบนบ้าน ตั้งแต่รู้ว่าคุณหมอป้อมจะมา สรุปว่าตอนแรกคุณแม่ไม่ยอมให้ไปพบลูกชาย เราบอกว่า “ขอหนูคุยกับน้องก่อนนะคะ หนูไม่อยากให้น้องอยู่คนเดียว”  คุณแม่จึงยอม

ขึ้นไปบนบ้านก็พบวัยรุ่นอายุประมาณ 16 ปี นั่งร้องไห้อยู่ในมุ้ง น้ำตาไหล ถามอะไรก็ตอบว่าไม่เป็นไร  เราของอนุญาตคุยกับลูกชาย โดยให้คุณพ่อ คุณแม่นั่งข้างนอก น้องค่อย ๆ พูดมากขึ้น พูดยาวขึ้น แต่เรารู้แล้วว่า ความเสียใจ ความผิดหวัง การไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อน เนื่องจาก “ติดอ่าง” ทำให้น้องขาดความมั่นใจ ถึงขั้นเตรียมการฆ่าตัวตาย เราใช้เวลาประมาณ 20 นาที คุยเพื่อเสริมพลังความมั่นใจให้แก่เขา เลือกทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับชีวิต

สุดท้ายน้องก็เข้าใจและหยุดร้องไห้ เราบอกว่า สำหรับ”เนาะ” ปัญหานี้มันใหญ่มาก หมอเข้าใจ แต่หมอเชื่อว่า “เนาะ”มีความเข้มแข็งที่จะต่อสู้กับปัญหาทุกอย่างได้ หมอเป็นกำลังใจให้ และเรื่องนี้จะรู้แค่เรานะคะ สู้ต่อไปค่ะ (เราต้องติดตามต่ออีกหลายครั้งค่ะ เพื่อให้รู้ว่าความเชื่อมั่นจะนำพาชีวิตน้องเขาให้ดีขึ้นได้หรือไม่)

บทบาทหมออนามัยยิ่งใหญ่กว่าที่หลาย ๆคนคิดนะคะ ขอบคุณสำหรับมิตรภาพค่ะ

Read Full Post »

โดย…ภก. นิวัติ ยิ่งยศตระกูล  (ร.พ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน)

พี่……เค้ามีเรื่องจะบอก….เป็นเสียงทักทายยามเช้าจากน้องพยาบาลในห้องฉุกเฉินขณะที่ผมกำลังรีบเร่งจะไปที่ห้องทำงาน เวลาขณะนั้นค่อนข้างสายแล้ว(ปกติผมนอนตื่นสาย)..

มีอะไรหรือ..ด่วนมั้ย…พี่สายแล้วว่ะ..เดี๋ยวโดน(ผ.อ.)ด่า…..

พี่รู้หรือยังเคสเป็กพี่ตายแล้ว…

เฮ้ย..เพิ่งรีเฟอร์เมื่อวานเองนะ…เออ..แล้วรู้ได้งัย..

พี่พยาบาลที่โน่นเค้าโทรมาบอก….เศร้าละซิ..สุดที่รักจากไป…เป็นคำพูดหยอกล้อของน้องเพราะทราบว่า.นางนาแส นามสกุล แดท( – )..เป็นคนไข้ที่ผมให้ความสนใจ และดูแลเป็นพิเศษ.. ก่อนที่ผมจะมาสนใจคนไข้รายนี้.ผมได้ไปอบรมเรื่องการดูแลผู้ป่วยเอดส์และวัณโรคที่จังหวัดเชียงใหม่ พอกลับมาทำงานก็คิดว่าน่าจะนำมาพัฒนางานบริการที่ทำอยู่ในโรงพยาบาล…เหมือนชะตาชีวีตกลั่นแกล้ง…วันหนึ่งท่านผู้อำนวยการ..หรือหมอ..ซึ่งผมไม่รู้จะเรียกอย่างไร..เพราะในหน้าที่คือหมอ…ในตำแหน่งคือผู้อำนวยการ..ได้ส่งคนไข้มาหาผมโดยเขียนข้อความแนบมาด้วยว่า..ฝากให้เภสัชกรประเมินการใช้ยา..ถูก/ผิด..และช่วยติดตามดูที่บ้านด้วยหัวหน้า

หมอฝากให้ดูคนไข้ให้หน่อย….เพื่อนที่เป็นเจ้าพนักงานเภสัชกรรมบอกพร้อมส่ง OPD cardให้ผม..ผมดู OPD card พร้อมคิดในใจ..ต่างด้าวอีกแล้ว ..ชื่อนางนาแส  - อายุ 22 ปี.(ผู้ป่วยต่างด้าวมักไม่มีนามสกุล ผมมักจะเรียกเล่นๆว่า แดท( – ))..ครั้งแรกที่ผมได้คุยกับนาแส..ซึ่งผมมักจะเรียกง่ายๆทุกครั้งที่เจอ..ผมรู้สึกว่าคุยกันไม่รู้เรื่อง..ผมไม่รู้ว่านาแสไม่เข้าใจที่ผมพูดหรือผมไม่เข้าใจที่นาแสพูด.เพราะภาษา ที่เราพูดกันคนละภาษา..ผมรู้สึกเหนื่อย..เลยตัดบทว่า…เอาอย่างนี้…นาแส…นาแส..ปิ๊กบ้าน.เมือเฮือน.กลับบ้านก่อนนะ เดี๋ยวหมอจะโตยไปผ่อ ไปเยี่ยมเรา..ไปดูเรา(พร้อมทำสัญญาณชี้ไปที่ตัวนาแส) ผมใช้คำพูดปนเปกันไปเพื่อพยายามสื่อความหมายให้นาแสเข้าใจ  จากนั้นนาแสก็เดินออกไป

..เดี๋ยว..นาแส..อย่าฟ่างปิ๊กเต้อ.(อย่าเพิ่งกลับ)เสียงเรียกจากเจ้าหน้าที่การเงิน..จ่ายเงินก่อน..เฮาบ่มีบัตร..ต้องเสี้ยงเงินเน้อ(ต้องจ่ายเงิน)……นาแสส่ายหน้า….เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่าไม่มี…คราวหลังหาเงินมาจ่ายโต้ยเน้อ..โฮงยาจะไม่มีเงินซื้อยาแล้ว…นาแสยิ้มๆแล้วเดินออกไป(เป็นเหตุการณ์ปกติทุกครั้งที่นางนาแสมารับบริการที่โรงพยาบาล)

หลังจากวันนั้น เย็นวันหนึ่งผมก็ทำตามสัญญาว่าผมจะไปเยี่ยมนาแส.-ที่บ้านซึ่งระยะทางไม่ได้ไกลมากนัก..ครั้งแรกที่ไปเจอก็พบว่านาแสกำลังนั่งอยู่ไต้ถุนบ้าน ซึ่งเป็นบ้านไม้ไต้ถุนสูงกว้างยาวประมาณ 3 เมตรคูณ 5 เมตร หลังคามุงกระเบื้องปลูกบนเนินเขาที่ไม่ชันมาก..ผมจึงทักทาย.

นาแส..ทำอะไรอยู่…ย่ะอันหยัง…..นาแสทำทีท่าเหมือนกำลังจะหุงข้าวหรือทำอาหารเพราะผมเห็นมีขวดน้ำ หม้อเล็กๆสีดำบูดเบี้ยวบ่งบอกว่าผ่านการให้งานมานานตั้งอยู่บนก้อนหิน 3 ก้อนมีฟืนวางอยู่ไต้และมีข้าวสารใส่ถ้วยสังกะสีเก่าๆ(เหมือนถ้วยที่ตามวัดชอบใช้)วางอยู่ข้างๆตัว.จากนั้นผมก็ได้พูดคุยต่อเล็กน้อยแต่ก็สื่อสารกันค่อนข้างลำบาก สักพักผมก็ขอตัวกลับเพราะจะรีบไปสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อนๆในโรงพยาบาล

.เดี๋ยวหมอจะปิ๊กแล้วกินยาให้หมอดูหน่อย..(นาแสป่วยเป็นวัณโรคในขณะนั้น จากนั้นตรวจพบเชื้อเอชไอวี เป็นความดันโลหิตสูงและป่วยเป็นโรคหัวใจ) นาแสพาผมขึ้นไปบนบ้าน..ผมสังเกตเห็นบนบ้านมีเพียงผ้าห่มเก่าๆ หมอน มุ้ง เสื่อปูนอน เสื้อผ้า 4-5 ชุดวางกองกันอยู่ข้างที่นอน และข้างๆบันไดมีขวดโค้กเก่าๆ 2 ขวดมีน้ำอยู่ข้างในกับแก้วน้ำวางอยู่..

นี่เป็นบ้านนาแสเหรอ…ผมพยายามสื่อสารกับนาแสจึงได้ทราบว่าบ้านที่อยู่เป็นบ้านของคนอื่นที่เจ้าของบ้านสร้างทิ้งไว้แต่ยังไม่มีคนมาอยู่อาศัยจึงอนุญาตให้พักและให้ช่วยดูแลบ้านจนกว่าจะมีคนมาอยู่..นับว่านาแสยังโชคดีที่มีคนให้ที่อยู่อาศัยไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้จะหาที่ซุกหัวนอนที่ไหน..ผมบอกให้นาแสทานยารักษาวัณโรคต่อหน้า..นาแสจึงเดินไปหยิบยาที่แขวนอยู่ข้างฝาแล้วนำซองยาที่จัดไว้เป็นชุดออกมาเตรียมทานยา(ซองยาจะจัดเป็นยูนิตโด๊สมียาทั้งหมด 11 เม็ด) ..นาแสรินน้ำใส่แก้วเกือบเต็มแล้วหยิบยามา 1 เม็ดใส่ปากแล้วดื่มน้ำตามจนหมด…ผมเอะใจจึงถามว่า…นาแสทำไมไม่กินยาพร้อมกันทั้งหมดเลยหละ..เดี๋ยวจุกน้ำตายหรอก..นาแสได้แต่พยักหน้า..ผมคิดในใจถ้ารอกินยาจนหมดคงนานแน่คิดถึงเพื่อนๆที่กำลังรอ

.เอาอย่างนี้..นาแสไปทำอาหารและกินข้าวให้เรียบร้อยแล้วทานยาให้หมดนะ.ทานพร้อมกันเลยนะไม่นั้นจุกตายแน่…หมอขอกลับก่อน..วันหลังหมอจะมาเยี่ยมใหม่..(ผมใช้สรรพนามว่าหมอซึ่งชาวบ้านมักจะเรียกเจ้าหน้าที่รวมๆว่าหมอ)

หลังจากนั้นประมาณ 2 อาทิตย์นาแสต้องมาโรงพยาบาลเพื่อจะเอ็กซเรย์ปอด…และตรวจเสมหะพร้อมกับส่งให้แผนกให้คำปรึกษาก่อนตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี.ซึ่งผลตรวจออกมาก็พบว่ามีเชื้อเอชไอวีและมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆอีก แพทย์จึงต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลจังหวัด…

หลังจากนั้นอีกหลายเดือนผมได้เจอนาแสอีกที่โรงพยาบาลคราวนี้อาการของนาแสดูน่าเป็นห่วง.เพราะบวมน้ำมาก มีการติดเชื้อฉวยโอกาสและอาการของโรคหัวใจกำเริบ….ผมเช็ครายการยาดูพบว่าจะต้องทานยาหลายตัวมาก.ผมก็เลยตัดสินใจจะเอายาไปให้ที่บ้าน….วันนั้นผมได้กลับไปเยี่ยมอีกครั้ง.พบว่านาแสไม่ได้อยู่คนเดียว มีนางนางกำลังตั้งครรภ์ซึ่งเป็นต่างด้าวพลัดถิ่นเหมือนกันอยู่ด้วย.ผมทักทายและสอบถามสารทุกข์สุกดิบ.นางนางจะพูดภาษาไทยและสื่อสารได้ดี..ผมจึงบอกให้นางนางช่วยดูแลนาแสเรื่องการทานยาด้วย  ผมแนะนำเรื่องยาเสร็จ.นางนางบอกผมว่า.ไม่ค่อยได้กินข้าวจะกินยาได้มั้ย….ผมจึงถามว่าทำไมไม่กินข้าวกันให้ครบล่ะ..

ไม่มีข้าวกิน…..ผมฟังถึงกับอึ้ง..พูดอะไรไม่ออก…………………………..สักพักผมถามต่อว่า…วันนี้กินข้าวกันหรือยัง…นางนาแส-และนางนาง-ส่ายหน้า…..

รอแป๊บหนึ่งนะเดี๋ยวหมอมา…ผมบอกให้ทั้งคู่รอ…ผมขับรถไปที่ตลาดซึ่งไปกลับประมาณ-3-4 กิโลเมตรชื้อข้าวพร้อมกับข้าวสองสามอย่างมาให้เสร็จแล้วผมหยิบเงินให้ไว้คนละร้อยเพื่อไว้ใช้จ่ายที่จำเป็น..ผมขอตัวกลับพร้อมกำชับให้นาแสทานยาให้ครบ..จากวันนั้นผมได้มาเยี่ยมนาแสบ่อยครั้งมากขึ้นทุกครั้งผมจะมีอาหารมาฝากเสมอ..แต่ทุกครั้งเรื่องที่ปวดหัวมากที่สุดคือการทานยาเพราะนาแสไม่สามารถทานยาหลายตัวพร้อมๆกันได้..ซึ่งจะต้องทานน้ำเกือบๆหนึ่งแก้วต่อยาหนึ่งเม็ด…การทานน้ำมากเกินไปอาจส่งผลต่อการกำเริบของโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจที่เป็นอยู่..ผมได้แต่ปลง..จากที่ได้พูดคุยกับคนทั้งสองมากขึ้นผมจึงได้ทราบว่า ทั้งสองเป็นต่างด้าวอพยพมาจากประเทศเพื่อนบ้านแต่มาคนละที่ไม่รู้จักกันมาก่อน แต่ละคนเล่าถึงความลำบาก ความแร้นแค้นจนผมได้ฟังบางเรื่องถึงกับน้ำตาซึมและก่อนจะเข้าประเทศไทยได้นาแสดูจะโชคร้ายที่สุดจากการถูกทารุณกรรมทางเพศนานนับเดือนในด่านทหารฝั่งตรงข้ามที่ลักลอบเข้ามา

วันหนึ่งก่อนที่อาการของนาแสจะทรุดหนักผมได้บอกเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้กันกับบ้านนาแสว่าผมจะไปเยี่ยม.พอตกเย็นผมพบนาแสกำลังนั่งแกะเม็ดข้าวโพดใส่ในหม้อดำๆแล้วคั่วไฟอยู่ไต้ถุนบ้าน…

นาแสกำลังทำอะไร…แล้ว..นางนางไม่อยู่เหรอ?

กำลังทำขนมให้หมอกิน..พร้อมกับหยิบเมล็ดข้าวโพดที่คั่วสุกแล้วให้ผม..

ผมไม่รับ..หมอกินมาแล้วนาแสเอาไว้กินเถอะ..แล้วผมก็ถามถึงนางนางจึงได้ทราบว่าไปรับจ้างยังไม่ได้กลับบ้าน..จากนั้นผมพูดคุยต่ออีกเล็กน้อยก็ขอตัวกลับ

สองวันต่อมา..

พี่ๆๆ………มีคนมาบอกว่า….นาแสบอกให้พี่ไปรับที่บ้าน….ไปรับที่รักหน่อยเถ๊อะพี่……พยาบาลเดินมาบอกขณะที่ผมกำลังจ่ายยาให้ผู้ป่วยรายหนึ่งอยู่….(อะไรวะ…ทำไมจะต้องไปรับด้วย..ผมพึมพำเบาๆ)..

ผมไปถึงที่บ้านเห็นนาแสกำลังห่มผ้าห่มเก่าๆมีฝุ่นเปื้อน..นั่งอยู่ไตถุนบ้าน..อาการไม่ดีเลย..ผมเลยบอกให้นาแสไปโรงพยาบาลกับผม..ผมเปิดประตูรถให้นั่งข้างหน้าแต่นาแสจะนั่งที่กระบะหลัง.ผมจึงไปเปิดกระบะเพื่อจะให้นาแสขึ้นนั่งแต่นาแสไม่มีแรงพอจะขึ้นนั่ง..ผมเก้ๆกังๆอยู่พักหนึ่ง  พอดีมีชาวบ้านขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาผมจึงเรียกให้ช่วย..ชาวบ้านคนนั้นเดินมาแล้วอุ้มขึ้นกระบะหลังจนนั่งเรียบร้อยแล้ว..หันมาล้อผมว่าหมอนี่คงไม่เคยอุ้มแม่ยิงก่ะ..ผมยิ้มๆแล้วขอบคุณ..(เซื่อมั้ยตอนนั้นผมกลัวเสื้อเปื้อน) พอถึงโรงพยาบาลแพทย์ก็ส่งต่อและก็เสียชีวิตวันต่อมาอย่างสงบและไร้ญาติมิตร

แม้เหตุการณ์จะผ่านมาหลายปีแล้วแต่ผมมีสิ่งหนึ่งที่ยังฝังในความรู้สึกลึกๆก็คือคำว่า   เส้นแบ่ง ซึ่งในโลกมีเส้นแบ่งมากมายนับจากเส้นแบ่งเขตแดนที่แบ่งเป็นประเทศต่างๆ แบ่งทวีป แบ่งโซนซึ่งรวมๆกันแล้วก็คือโลก สำหรับในสังคมมนุษย์ที่ประกอบด้วยผู้คนมากมายมีเส้นแบ่งเขตแดนต่างๆนาไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ ศาสนา ชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง ชนชั้นต่ำ ผู้มีอารยธรรมสูง ผู้ด้อยอารยธรรม ไฮโซ ไฮซ้อ มากมายจนนับไม่ไหว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งสมมุติขึ้นเพื่อแยกตัวตนออกจากผู้อื่น กลุ่มอื่นๆหรือสังคมอื่นๆจนดูเหมือนตัวเองจะดีเด่น สูงส่งหรือมีพลังอำนาจมากกว่า..เมื่อมีเส้นแบ่งเขตมากๆความเป็นมนุษย์ที่ทุกคนเป็นจุดเริ่มต้นเดียวกันก็จะหายไป..นาแสช่วยให้ผมได้คิดว่า..เราต้องตัดเส้นแบ่งเขตออกจากตัวของเรา… เป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างเรากับผู้ป่วย   ตำแหน่ง หน้าที่ คือสิ่งที่รับผิดชอบไม่ใช่สิ่งที่แบ่งกั้นระหว่างเรา กับผู้ป่วย การทำงานต้องใช้ ความเป็นวิชาชีพที่ประกอบด้วยหลักจริยธรรมและจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ ไม่ใช่ใช้ตำแหน่งสมมุติที่ตั้งขึ้นเช่น แพทย์ เภสัชกร พยาบาล คนงานฯลฯ หลายครั้งที่ผมรู้สึกว่าทำไมผู้ป่วยที่เราแนะนำจึงไม่เป็นไปอย่างที่เราต้องการ และมักจะรู้สึกเบื่อหน่าย แต่เมื่อผมได้เรียนรู้จากนาแส ทำให้ความคิดเปลี่ยนไป มีคำถามในใจผมตลอดว่า ทำไมวันนั้นนาแสจึงทำข้าวโพดคั่วให้ นาแสไปหามาจากไหน ในเมื่อนอนป่วยอยู่อย่างนั้น ทำไมถึงจะพยายามให้อะไรบ้างแก่เรา หรือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ต้องการตอบแทนในสิ่งที่เราให้ซึ่งตอนนั้นผมไม่รับสิ่งนั้นเพราะคิดว่ามันไม่มีค่าอะไรกับผม เหมือนคนตาบอดไม่เห็นคุณค่าสิ่งนั้น ตอนนี้ผมเปลี่ยนไปผมมองผู้ป่วยด้วยความรู้สึกที่เอื้ออาทร มองด้วยความเท่าเทียมกัน เปิดใจรับฟังปัญหามากขึ้น ให้ผู้ป่วยได้เสนอความคิด ให้ความรู้สึกถึงความเท่าเทียม(เป็นเรื่องที่อธิบายยากแต่วัดจากความรู้สึกได้) การเปลี่ยนความคิดนี้ทำให้ผมทำงานมีความสุขมากขึ้น ได้เรียนรู้ปัญหาของผู้ป่วยมากขึ้น ได้รับไมตรีจิตจากผู้ป่วยหรือญาติและเกือบทุกครั้งเมื่อผมให้บริการเสร็จผู้ป่วยจะยกมือไหว้(ผมไหว้ตอบ) พูดขอบคุณและยิ้มแทนคำขอบคุณ ถึงแม้ไม่มีค่าอะไรเมื่อเทียบเป็นเงินทองแต่..ผมอิ่มเอมกับความสุขนี้จริงๆ

อะโบดายะ(ขอบคุณมากๆ)

Read Full Post »

“ความสำเร็จเล็กๆ บนความรู้สึกทียิ่งใหญ่”

โดย…ภญ.รัชนก   ( รพ.พนม จ.สุราษฏร์ธานี)

8 ปีก่อน ก่อนที่จะตัดสินใจย้ายมาทำงานในโรงพยาบาลที่ จน ไกล กันดาร อย่างโรงพยาบาลพนม

ได้โทรศัพท์คุยกับรุ่นพี่ซึ่งประจำอยู่ที่นั่นมานาน เกือบสิบปี  “พี่คะ ถ้าหนูย้ายไป หนูต้องรับผิดชอบงานอะไรเป็นหลักคะ”… “อ๋อ หลักๆก็คงเป็นงานคุ้มครองฯกับงานบริการครับ”  เอาละซี้ งานคุ้มครองอีกแล้วเหรอ ตอนนั้นข้อมูลด้านชุมชนที่พี่เค้ามอบให้คือ เรามีสถานีอนามัยในเขตรับผิดชอบ 8 แห่ง มีหมู่บ้านในความรับผิดชอบ  5 หมู่บ้าน โรงเรียนระดับประถมศึกษาทั้งอำเภอ 21 แห่ง ระดับมัธยมศึกษา 1 แห่ง สถาบันอาชีวะ1 แห่ง สถานพยาบาล 2 แห่ง ขย.2  1 แห่งและโรงงานน้ำ 1 แห่ง ดูจากข้อมูลเหมือนงานที่ต้องรับผิดชอบไม่หนักหนามากมาย แต่สักพัก สิ่งที่เราไม่เคยรู้ก็ปรากฏขึ้น เมื่อเริ่มสนิทสนมกับเจ้าหน้าที่ต่างๆมากขึ้น คุยไปคุยมาคนนั้นก็มีคลินิก คนนี้ก็เปิดสถานพยาบาล ถามต่อว่าเปิดที่ไหน ก็ได้รับคำตอบว่าในอำเภอเรานี่แหระ อ้าวววว…เท่าที่นับได้มีเกิน 10 คน แต่ทำไมข้อมูลที่ได้บอกว่า มีแค่สองแห่งล่ะ เก็บความสงสัยไปถามพี่หัวหน้า  “พี่คะ เท่าที่คุยๆ เจ้าหน้าที่เราเปิดคลินิกกันหลายคนนี่คะ ทำไมมีในทะเบียนแค่ 2แห่งล่ะคะพี่”…”อ๋อ อือ เค้าไม่ค่อยขออนุญาตกันอ่ะ ก็เปิดกันมานานไม่มีใครไปขออนุญาตสักที พี่เบื่อจะบอกแล้วเหมือนกัน งัดข้อกันเรื่องนี้ เดี๋ยวก็พาลทำงานเรื่องอื่นกันไม่ได้นะครับน้อง”

ได้ความกระจ่างแล้ว..เก็บไว้ก่อน สองสามเดือนต่อมา ขณะที่นั่งจ่ายยาอยู่หน้าเคาน์เตอร์ คุณพยาบาล OPD ถือถุงยามาใบใหญ่ มียาข้างในอยู่ สี่ห้าอย่างมายื่นให้พร้อมกับพูดว่า  “เภสัชคะ คนไข้แพ้ยานะค่ะ คุณหมอบอกว่าให้เภสัชกรช่วยดูหน่อยค่ะว่าแพ้ยาอะไร แล้วในถุงนี้เป็นยาอะไรบ้าง คนไข้นั่งอยู่โน้นนะคะ”คุณพยาบาลใช้ปากชี้แทนมือ   ยาที่เห็น แยกกันอยู่คนละซอง เม็ดกลมๆ เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง มีหลายสี ส้ม เขียว แดง เป็นเม็ดเคลือบบ้างไม่เคลือบบ้าง และที่สำคัญหน้าซองไม่ได้เขียนระบุชื่อยาใดๆไว้เลยมีแต่วิธีกินหยาบๆ เดินเข้าไปคุยกับคนไข้ เชิญคนไข้ไปนั่งพูดคุยกันในห้อง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ถามว่าไปซื้อยามาจากไหนค่ะ คนไข้อ้ำอึงไม่ยอมบอก  “ไม่ทราบค่ะ แฟนไปซื้อมาให้ไม่รู้ร้านไหน”ตอบแล้วหลบตา “ตอนที่ไปซื้อยามากิน มีอาการอะไรเหรอคะ” “ก็เข็ดไข้ ปวดหลังค่ะหมอ”(เป็นภาษาถิ่น แปลว่าไข้ปวดเมื่อยตามตัวและปวดหลัง) “แล้ววันนี้แฟนมาหรือเปล่าคะ จะขอคุยด้วยหน่อยว่าซื้อยามาจากไหน เพราะตอนนี้บอกแทบไม่ได้เลยค่ะว่าเป็นยาอะไรบ้าง ต้องถามเจ้าของร้านค่ะ”  “ไม่ได้มาหรอกค่ะ วันนี้มากะสาวนุ้ย”(สาวนุ้ยหมายถึงลูกสาวคนเล็ก)รู้แน่แล้วว่า คนไข้คงไม่ยอมบอกแหล่งที่มาของยาเป็น ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบชัด แต่พอจะคาดเดาได้ว่าเกินจากความเกรงว่าคนที่จ่ายยามาจะเดือดร้อนไปด้วยนั่นแหละ  เหลือบดูที่อยุ่คนไข้ก็พอเดาได้ว่าได้ยามาจากที่ใด  ทางเลือกที่คิดออกคือลุยเลย เพราะร้านนี้เท่าที่รู้เปิดแบบไม่ขออนุญาต แต่ผลที่ตามมาคือ อาจะมองหน้ากันไม่ได้เลยตลอดชาติและมันไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนทางเลือกที่สองคือต้องดึงสถานพยาบาลทั้งหมดที่เปิดอยู่โดยไม่ได้ขออนุญาตเข้ามาเป็นเครือข่ายหรือพูดง่ายๆว่าดึงเข้ามาเป็นพวกเดียวกันก่อน ประจวบเหมาะ กับตอนนั้น ตรงกับช่วงเวลาที่ต้องออกนิเทศงานสถานีอนามัยเป็นโอกาสในการออกไปหาข้อมูลและสร้างเครือข่าย การออกไปครั้งนี้ทำให้ได้ทราบข้อมูล อีกว่า เจ้าหน้าที่สถานีอนามัยหลายคนทีเดียวที่เปิดสถานพยาบาลแบบไม่ขออนุญาตเช่นกันแต่เหตุที่ไม่ขออนุญาตต่างกัน คุณพยาบาลไม่ขอเพราะ ก็เห็นไม่มีใครขอ แล้วก็ไม่เห็นใครทำอะไร ส่วนเจ้าหน้าที่สถานีอนามัย ไม่มีสิทธิ์ขอเปิดอยู่แล้ว จึงเปิดแบบไม่ขออนุญาตกันเรื่อยมา

โจทย์แรกคือจะดึงเค้าเป็นพวกเดียวกันได้อย่างไร คำตอบคือเราต้องทำตัวเป็นพวกเดียวกับเค้าก่อน พวกเดียวในที่นี้หมายถึงทั้งในด้านงานหลวงและงานราษฎร์ นั่นคือ ไปทุกงานที่ต้องทำงานร่วมกับสถานีอนามัย ให้เค้ารู้จักคุ้นหน้าไว้ก่อน งานบวช งานแต่ง งานศพไปหมด (การไปงานพวกนี้ได้ผลจริงๆขอบอก) หลังจากนั้นเริ่มขั้นตอนต่อไป โดยเริ่มพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับคุณพยาบาลที่สนิทและมีทัศนะคติเชิงบวก ขอความร่วมมือในการขออนุญาตสถานพยาบาลในถูกต้องอย่างน้อยเพื่อเค้าจาได้กลับมาบอกเล่าพวกเค้ากันเองได้ว่า ขั้นตอนไม่ได้ยุ่งยากและซับซ้อนใดๆเลย ในขณะเดียวกันก็นำประเด็นปัญหาเรื่องคนไข้มีปัญหาการแพ้ยาที่ได้รับมาจากสถานพยาบาลแล้วไม่สามารถพิสูจน์เอกลักษณ์ได้ว่าเป็นยาอะไร ได้มาจากไหนเข้าสู่การประชุม คณะกรรมการบริหารงานสาธารณสุขระดับอำเภอ(คบสอ.) เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงปัญหาร่วมกัน เชิญชวนทุกคน มาร่วมกันเป็นเครือข่ายในการดูแลการใช้ยาในสถานพยาบาลและในชุมชนด้วยกัน โดยขอความร่วมมือให้สถานพยาบาลทุกแห่งที่เปิดอยู่ไปขออนุญาตให้ถูกต้องเพื่อจะได้เข้าสู่ระบบการเฝ้าระวัง ให้มีการใช้ยาตามกรอบรายการที่กำหนด มีการตรวจเฝ้าระวังประจำปี มีการอบรมให้ความรู้ และมีการซักประวัติและติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ส่วนร้านที่เปิดโดยเจ้าหน้าทีสถานีอนามัยก็ได้สอบถามไปทางจังหวัดแล้วว่าควรดำเนินการอย่างไร ได้รับการเสนอแนวทางว่า หากเป็นไปได้คือให้หยุดกิจการ แต่ทางออกที่พอจะเป็นไปได้อีกทางคือ ต้องมีพยาบาลวิชาชีพมาเป็นผู้ปฏิบัติการให้  เมื่อมีทางออกให้ แม้นมันจะไม่ถูกต้องตามหลักแห่งนิติศาสตร์นักแต่ก็ถือว่าดีพอสมควรหากคิดตามหลักรัฐศาสตร์ อย่างน้อย สถานพยาบาลททั้งหมด ก็จะถูกนำเข้ามาสู่ระบบ ได้รับการตรวจเฝ้าระวัง ได้รับการอบรมให้ความรู้ได้รับทราบถึงกรอบรายการยาที่สามารถใช้ได้ในสถานพยาบาล และที่สำคัญเภสัชกรสามารถสอบถามข้อมูลยาแต่ละอย่างจากเจ้าของสถานพยาบาลได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องปิดปัง ปกปิดเพราะกลัวความผิดเรื่องเปิดสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกต่อไป ปีแรกที่เริ่มดำเนินการ มีสถานพยาบาลไปขอนุญาตทั้งหมด 8 แห่ง และเพิ่มเป็น 12 แห่งในปีต่อมา จนถึงปัจจุบันมีสถานพยาบาลขออนุญาตทั้งหมด 16 แห่ง ครอบคลุม เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

อ่ะอ่ะ สงสัยล่ะซี้..ว่าทำไมทำขนาดนี้ ยังได้ไม่ครบ 100 เปอร์เซ็นต์อีกเหรอ  จงระลึกไว้เสมอว่า “ไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์พร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์”  สำหรับปัญหาบางปัญหามันซับซ้อนและฝังรากลึกอยู่นาน ลึกและนานเกินกว่าจะทำให้มันหมดไปในขั้นตอนเดียวจึงต้องค่อยๆแก้ไขกันไปทีละขั้นทีละตอน แต่อย่างน้อยเหล่าผู้ก่อปัญหาเหล่านั้น ก็ไม่กล้าแสดงศักดาฤทธิเดชใดๆมากนัก ไม่กล้าได้กล้าเสียในการใช้ยาเหมือนก่อน เพราะทราบดีว่า รอบๆตัว มีคนอื่นเฝ้ามอง ปัญหาการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม ในชุมชนจึงลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด จากเมื่อก่อน แพทย์เวรต้องมาบ่นให้ฟังเรื่องยาเหน็บทำแท้งให้ฟังอย่างน้อยเดือนละไม่ต่ำกว่าสองครั้ง เดี๋ยวนี้ไม่เคยได้ยินอีกเลย  ข้อความที่ต้องเขียนบ่อยๆใน OPD ว่าคนไข้แพ้ยาไม่ทราบชนิดจากคลินิกไม่ทราบชื่อ เดี๋ยวนี้ เขียนน้อยลงจนนับครั้งได้….หาก..คำว่า

ความสำเร็จ ของคนเราหมายถึง การทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่อลังการงานสร้าง เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาสร้างยานอวกาศส่งมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์  องค์การนาซ่า สร้างปากกาไนโตรเจน เพื่อใช้บันทึกเรื่องราวในอวกาศ เพราะปากกาลูกลื่นไม่สามารถจดบันทึกได้  หรือแม้กระทั่งหมายถึงการที่ โรงพยาบาลขนาดใหญ่ๆอย่างโรงเรียนแพทย์ คิดค้นอุปกรณ์เตียงน้ำเพื่อลดอาการแผลกดทับในผู้ป่วยที่ต้องนอนนานๆ…สิ่งที่เกิดขึ้นงานเล็กๆในโรงพยาบาลชุมชน ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล โรงพยาบาลพนม ก็คงจะเรียกไม่ได้ว่ามันคือ   ความสำเร็จ..แต่ถ้าคุณสละเวลาซึมซับกับเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นอย่างเป็นลำดับ คุณจะรับรู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่เกิดขึ้น..มันคือ ความสำเร็จเล็กๆบนความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ ที่คนเล่าเอง ยังเล่าไปยิ้มไปได้ แม้นเวลาจะผ่านไปนานเกือบสิบปีแล้วก็ตาม

Read Full Post »

คัดลอกมาจากเว็บอนามัยนานแล้ว

ขอมาเผยแพร่ที่นี่ ขอบพระคุณแหล่งข้อมูลด้วยค่ะ

หากยาวเกินไป เพื่อน ๆ ลองเลื่อน ๆ ไปด้านล่าง

มีหัวข้อที่น่าสนใจอยู่…งานคุ้มครองก็ใช้ได้ งานเยี่ยมบ้าน ก็ใช้ได้….

ประชุมวิชาการกรมอนามัย ครั้งที่ 2/2547

เรื่อง การสร้างพลังชุมชน

11-13 กุมภาพันธ์ 2545 ณ โรงแรมทีเค พาเลส กรุงเทพฯ

โดย น.พ.พนัส พฤกษ์สุนันท์ และคณะ

พลังชุมชน กับการพัฒนาเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่

1. เมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่ คืออะไร

เมืองน่าอยู่ (Healthy Cities) และชุมชนน่าอยู่ (Healthy Communitites) เป็นเมืองและชุมชน (ในเมือง หรือชนบท) ที่มีการสร้างสรรค์ ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมทางสังคม และทางกายภาพอย่างต่อเนื่อง มีการขยายการใช้ทรัพยากรของเมือง ทุกๆ ด้าน เพื่อให้ประชาชนมีพลัง หรือความสามารถที่จะเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ในการทำกิจกรรมต่างๆ ของชีวิต เป็นการพัฒนาศักยภาพสูงสุดของคน (พนัส พฤกษ์สุนันท์, 2544:3)

2. เมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่ มีองค์ประกอบอะไรบ้าง

ปี พ.ศ.2543 สำนักงานคณกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ได้กำหนดเมืองน่าอยู่ / ชุมชนน่าอยู่ เป็นกลยุทธ์สำคัญในการพัฒนาประเทศ ซึ่งมีลักษณะและองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ เศรษฐกิจมีประสิทธิภาพ ความเป็นประชารัฐ และความน่าอยู่ (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเมืองแห่งชาติ, 2543:10-11)

3. การสร้างพลัง คืออะไร

การสร้างพลัง (Empowerment) เป็นกระบวนการทางสังคม ที่ส่งเสริมให้บุคคล องค์กร และชุมชน มีความเป็นตัวของตัวเอง สามารถควบคุมตนเอง มีความสามารถในการเลือก และกำหนดอนาคตของตนเอง ชุมชน และสังคมได้ การสร้างพลังจึงเป็นกระบวนการ ที่บุคคลสามารถกระทำร่วมกับบุคคลอื่นในสังคม เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในแนวทางที่พึงปรารถนา แต่ไม่ใช่เป็นพลังที่จะไปบังคับ หรือครอบงำคนอื่น (Wallertein & Bernstein, 1988:379-394) แนวคิดการสร้างพลังจะเน้นการเปลี่ยนแปลง ทั้งในระดับบุคคล และส่งเสริมสการรวมกลุ่มกัน เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม และสิ่งแวดล้อม การสร้างพลังจึงสอดคล้องกับ แนวคิดการส่งเสริมสุขภาพแนวใหม่ ที่มิได้เน้นเฉพาะ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ ระดับบุคคลเท่านั้น แต่จะต้องมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงระดับสังคมด้วย สอดคล้องกับ องค์การอนามัยโลก ที่ระบุว่า “เป้าหมายสุดท้ายของกลวิธีการดูแลตนเอง คือ การสร้างพลังให้ประชาชน สามารถกำหนด หรือจัดการกับสุขภาพของตนเองได้” (WHO, 1991:4)

3.1 ทฤษฎีการสร้างพลัง (Empowerment Theory)

ทฤษฎีการสร้างพลัง มาจากแนวคิดของการศึกษาเพื่อการสร้างพลัง ซึ่งเป็นรูปแบบการศึกษาที่เน้น ให้ผู้เรียนพัฒนาความสามารถในการตัดสินใจ และแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง เกิดความนับถือเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง วิธีการที่ใช้ในการจัดการศึกษา เพื่อการสร้างพลังนี้ จะเน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียน อย่างเต็มที่ (Active Participation) โดยใช้วิธีการสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ และความคิดระหว่างผู้เรียน ให้ผู้เรียนสามารถระบุปัญหาของตน วิเคราะห์ปัญหา สาเหตุ มองภาพอนาคตได้ สามารถพัฒนากลวิธีที่จะแก้ไขปัญหา และดำเนินการแก้ไขปัญกา การจัดการศึกษาการสร้างพลังนี้ จะส่งเสริมให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าในตนเอง (Self Esteem) มีความคาดหวังในความสามารถของตนเอง (Self Efficacy) สูงขึ้น ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความรู้ เจตคติ และทำให้มีพฤติกรรมที่ถูกต้องมากขึ้น ในแต่ละบุคคล ทั้งยังมีผลต่อการเปลี่ยนแปลง และการพัฒนาความเสมอภาคในสังคมด้วย (Wallertein & Bernstein, 1988:379-394)

3.2 ระดับของการสร้างพลัง

การสร้างพลัง เน้นอิทธิพลที่เกี่ยวข้องในด้านการควบคุมตนเอง (Personal Control) และอิทธิพลที่เกี่ยวข้องทางด้านสังคม หรือชุมชน (Social Control) ระดับของการสร้างพลัง แบ่งออกเป็น 3 ระดับ (ปริญญา ผกานนท์, 2543:27-29) ดังนี้

การสร้างพลังให้ตัวบุคคล พลังในตัวบุคคลจะเกิดขึ้นได้กับบุคคลที่ได้รับ การสนับสนุนส่งเสริมให้แสดงออก ซึ่งความสามารถในการพัฒนาแนวคิด และการทำงานสู่ความสำเร็จ ได้รับการยอมรับจากผู้อื่น สามารถพึ่งตนเองได้ และเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง

การสร้างพลังในองค์กร เป็นการส่งเสริม และสนับสนุนให้สมาชิกในองค์กร มีส่วนร่วมในอำนาจขององค์กร ตั้งแต่ การใช้ประโยชน์จากข้อมูล มีกระบวนการตัดสินใจ การกำหนดวิธีดำเนินงาน และการควบคุมความพยายามต่างๆ ต่อจุดมุ่งหมายที่กำหนดร่วมกัน ส่งเสริมให้มีการเชื่อมโยง ในกลุ่มสมาชิกเพื่แสร้างเป็นพลังองค์กร แล้วไม่เชื่อมโยงกับองค์กรอื่นๆ และชุมชนในเชิงอำนาจ หรือพลังโน้มน้าวอนาคต และการตัดสินใจในสังคมที่กว้างขึ้น

การสร้างพลังในชุมชน เป็นระบบคุณค่าทางสังคม (Social Value) ซึ่งแสดงออกถึง การรวมตัวของประชาชนในชุมชน เพื่อทำกิจกรรมของชุมชนร่วมกัน ด้วยความสามัคคีเกื้อกูล มีการจัดการที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พลังในการพัฒนาชุมชน ซึ่งต้องปรับเปลี่ยนบทบาท ของประชาชนในชุมชน โดยปล่อยให้ชุมชนได้มีโอกาสตัดสินใจ และเลือกหนทางในการแก้ปัญหาของชุมชนเอง

3.3 จะสร้างพลังชุมชน ด้วยวิธีการใด

หัวใจของการสร้างพลัง คือ การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีกทุกฝ่าย ต่อการพัฒนาชุมชน หรือแก้ไขปัญหาจของชุมชน เกิดผลของการเรียนรู้ คือ พลังความรู้ การตัดสินใจ และความสามารถในการพัฒนาชุมชน หรือสังคมอย่างยั่งยืน และกระทบผลประโยชน์อย่างเป็นระบบ โดยเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง มีหลักการสำคัญ ดังนี้

รวม “พลังใจ” การที่จะขับเคลื่อนกิจกรรมทางสังคมด้ามใดก็ตาม ขั้นตอนแรกที่มีความสำคัญ คือ การรวมตน เพื่อรวมพลังใจ เป็นการสร้างเสริมใจซึ่งกันและกัน เกิดความรัก ความสามัคคี ความเอื้ออาทร มีความสนใจ และมีวัตถุประสงค์ร่วมกัน ทำให้เกิดจิตสำนึกในการแก้ไข หรือพัฒนาท้องถิ่น การรวมกัน รวมใจ เป็นการส่งเสริมให้เกิดประชาคม หรือเวทีประชาคม โดยใช้ประเด็นที่ชุมชนสนใจ มาเป็นเครื่องมือในการรวมคน

สิ่งที่สำคัญ คือ การค้นหาผู้นำที่มีจิตวิญญาณ มีอุดมการณ์ต่อสถานการณ์ หรือประเด็นต่างๆ ที่ชุมชนสนใจให้ได้ โดยการเสนอตน ตามความสมัครใจ หรือให้ชุมชนเป็นผู้เสนอ ผู้นำเหล่านี้ มักเป็นผู้นำตามธรรมชาติ เป็นผู้ที่มีคุณธรรม ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน อดกลั้น จิตใจอาสาสมัคร อาจเป็นพระภิกษุ หมอพื้นบ้าน นักพัฒนา และข้าราชการยุคใหม่ ฯลฯ หากเราสามารถรวมพลังใจ ของผู้นำเหล่านี้ได้ จะทำให้ได้คนที่มีคุณภาพ มีพลัง และรวมตัวกันอย่างยั่งยืน ซึ่งจะส่งผลให้การทำงานในขั้นต่อๆ ไป ประสบความสำเร็จ

บางกรณีเกิดจากหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรพัฒนา เข้าไปกระตุ้นให้คนในชุมชนรวมตัว เพื่อพัฒนาชุมชน วิธีการนี้ ส่วนใหญ่เป็นการรวมตัวกันอย่างหลวมๆ ได้เฉพาะกาย ไม่ได้ใจ และมักได้คนที่ไม่มีคุณภาพ ไม่มีพลัง เป็นการรวมคนที่ไม่มีความยั่งยืร ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินงานในขั้นต่อๆ ไป ไม่ประสบผลสำเร็จ

การระดม “พลังความคิด” เมื่อรวมคนได้แล้ว ขั้นตอนต่อไป คือ “การร่วมคิด” โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน สร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์ วิเคราะห์ปัญหา และโอกาสอย่างรอบด้าน รวมทั้งการกำหนดแนวทาง วิธีการ และแผนงานในการแก้ไขปัญหา หรือการพัฒนาชุมชนอย่างเป็นระบบ สร้างสรรค์ และยั่งยืน

ก่อเกิด “พลังการจัดการ” ขั้นตอนนี้จะเกิด “การร่วมทำ” ดำเนินงานตามแนวทาง วิธีการ และแผนงานที่กำหนดในขั้นตอนที่ 2 สิ่งที่ควรทำในขั้นตอนนี้ คือ การจัดระบบการบริหารจัดการที่ดี เช่น การแบ่งบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของภาคี การพัฒนาต่างๆ อย่างเหมาะสม มีความเคารพนับถือ และให้การยอมรับความรู้สึก ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน มีความจริงใจต่อกัน มีความเอื้ออาทร และความหวังดีระหว่างสมาชิก ย่อมทำให้เกิดการดำเนินงานราบรื่น และมีการใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพ

สร้าง “พลังภูมิปัญญา การขับเคลื่อนกิจกรรมแก้ไขปัญหา หรือการพัฒนาสังคมใดๆ ก็ตาม สิ่งที่ขาดเสียมิได้ ก็คือ การสรุปบทเรียนร่วมกัน เป็นการติดตามประเมินผล โดยเริ่มต้นจากการประเมินผลตนเอง และประเมินผลงาน ผ่านกระบวนการกลุ่ม และเครือข่ายการเรียนรู้ ทำให้เกิดการเชื่อมต่อ ทักษะ องค์ความรู้ และประสบการณ์ใหม่ๆ นำไปสู่การเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ และเป็นชุมชนที่มีพลังมากขึ้นเรื่อยๆ

สร้าง “พลังปิติ” ขั้นตอนสุดท้ายของการดำเนินการ คือ การรับผลจากการกระทำ เป็นการสร้าง “พลังปิติ” โดยการยกย่อง ชื่นชม ให้กำลังใจ แก่คนที่มีความตั้งใจ และเสียสละให้กับชุมชน และสังคม ทำให้เกิดความภาคภูมิใจ และมีความสุขจากการทำงานร่วมกัน ส่วนปัญหา อุปสรรคที่เกิดจากการกระทำ ถือว่าเป็นบทเรียนที่ต้องนำมาปรับปรุง พัฒนาไม่ให้เกิดขึ้นอีก

สร้าง “ภาพลักษณ์” เป็นการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่องค์ความรู้ผ่านสื่อต่างๆ ไปสู่องค์กรชุมชนอื่นๆ เช่น ถ้าเป็นองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจ การประชาสัมพันธ์ จะช่วยเพิ่มช่องทางการตลาด สร้างรายได้เพิ่ม หากเป็นองค์ความรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่น การประชาสัมพันธ์จะเป็นการยกย่อง เชิดชูเกียรติแก่ผู้ประกอบการต่างๆ ที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ เป็นต้น

4. ทำไมจึงต้องสร้างพลังชมชน ในการพัฒนาเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่

ในกระแสโลกาภิวัฒน์มีการสื่อสารข้อมูลสารสนเทศ อย่างรวดเร็ว และโยงใยถึงกันทั่วทุกแห่ง ทั้งในเมืองและชนบท การเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจ ของโลก สู่การค้าเสรี การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สิ่งแวดล้อม และระบบต่างๆ ในสังคม ณ มุมใดของโลก จะส่งอิทธิพลกระทบไปทั่วถึงกันหมด และรวดเร็ว ก่อเกิดปัญหามากมาย ในสังคม และชุมชนที่กำลังพัฒนา ซึ่งต้องการการแก้ไขอย่างรอบด้าน และบูรณาการ ทำให้เกิดยุทธศาสตร์ของการพัฒนาชุมชน ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน การอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะส่วนจึงไม่พอ และจะต้องเข้าใจปัจจัยต่างๆ ที่เชื่อมโยงถึงกันด้วย นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ได้กำหนดการกระจายอำนาจ และตัดสินใจในกิจการท้องถิ่นตนเอง ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการกำหนดนโยบาย การตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

การพัฒนาเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่ เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ของประชาชนทั้งในเขตเมือง และชนบทให้มีความเป็นอยู่ที่ดี อย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน โดยรัฐบาลได้กำหนดให้ การพัฒนาเมืองน่าอยู่ และชุมชนน่าอยู่เป็นวาระแห่งชาติ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2542 ในการพัฒนาเมืองน่าอยู่ และชุมชนน่าอยู่ให้ประสบผลสำเร็จ จำเป็นต้องสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม ของประชาชน และทุกภาคีการพัฒนา (คณะกรรมการพัฒนาเมืองแห่งชาติ, 2543:8-9) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในท้องถิ่น โดยระดมการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบในผลการพัฒนา ซึ่งจะก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ จากการปฏิบัติจริง อันจะนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไข ในการพัฒนาเมือง และชุมชนให้น่าอยู่ตามความต้องการ ของชุมชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหัวใจของความสำเร็จ ในการพัฒนา และสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ.2545-2549) ได้กำหนดยุทธศาสตร์การจัดการเชิงพื้นที่ในมิติใหม่ ด้วยการพัฒนากระบวนการชุมชนเข้มแข็ง ให้เกิดพลังของคนในชุมชน ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบ ในการพัฒนาแก้ไขปัญหา สนับสนุนให้ชุมชนจัดทำแผนของชุมชนเอง โดยใช้การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ตลอดจนสนับสนุนให้ชุมชนสามารถพัฒนาชุมชน ในลักษณะการพึ่งพาตนเองได้ แทนการรอรับบริการจากภาครัฐอย่างเดิม ดังนั้น จึอต้องมีการเตรียมชุมชนให้พร้อม เข้าร่วมพัฒนา การสร้างพลังชุมชนจึงมีความจำเป็น และมีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ

5. สรุป

ในการสร้างพลังชุมชนด้วยกระบวนการเรียนรู้ แบบมีส่วนร่วมนั้น เป็นบรรยากาศของความร่วมมือจากภาคีทุกภาคส่วน รวมทั้งสร้างวิธีคิดที่เป็นระบบ คิดแบบองค์รวม ภาครัฐ หรือข้าราชการต้องเข้าใจว่า การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน มิใช่เป็นของข้าราชการกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่เป็นของประชาชน ข้าราชการทุกกระทรวงต้องร่วมมือ ประสานงานกัน สนับสนุนให้ประชาชนมีพลังความสามารถ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามกระบวนการของชุมชน และพึ่งพาตนเองได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสม

Read Full Post »

โดย…ภญ. นัทธมน ศรีเนช

วันนั้นที่โรงพยาบาลโทรมาบอกกะทันหันว่าต้องออกเยี่ยมคนไข้ด่วนตอน 3 โมงเย็น เป็นเคสที่แพ้ยารุนแรงถึงขั้น SIS แต่ไม่มีญาติพามาหาหมอ บ้านของคนไข้ อยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาล คนไข้พักอยู่ข้างสถานี้รถไฟ ชุมชนแถวนั้นแออัดมีแต่กองขยะเต็มพื้นที่ เป็นเคสโรคเรื้อนใช้สิทธิด้อยโอกาส พี่พยาบาลเล่าประวัติคร่าวๆ ให้ฟังว่า คนไข้ติดโรคเรื้อนมา สามีตาย ลูกทอดทิ้ง มีพี่เจ้าหน้าที่ ส.อ. ไปเจอพบว่าเป็นโรคเรื้อนจึงอาสานำยามาให้จากกองควบคุมโรค มือและเท้ากุด อาหารที่คุณยายทานแต่ละวันอาศัยน้ำใจของเพื่อนข้างบ้าน แต่ก็ไม่ได้ทานทุกมื้อ ส่วนยาเพื่อนข้างบ้านก็เอามาให้ทานบ้าง
ครั้งแรกที่ไปเห็นสภาพบ้านคุณยายก็ตกใจ ไม่น่าเชื่อว่ายังมีสถานที่แบบนี้ในสังคมเมือง คุณยายนอนท่ามกลางกองขยะเหม็นเน่า มีแมลงวันตอมใต้ถุนบ้าน เราไปพบคุณยายในสภาพนั้น ทาง รพ. ค่ายสุรนารี เราไปเป็น
ทีมสหวิชาชีพ แพทย์ พยาบาล ค้นหาสาเหตุของการแพ้ยา ซึ่งเกิดจากการใช้ยา dapesone จากกองควบคุมโรค แต่ดูจากลักษณะผิวหนังการแพ้น่าจะแพ้ยามาประมาณ 2 อาทิตย์ แต่ไม่มีผู้ดูแลนำส่งโรงพยาบาล เราจึงนำผู้ป่วย admit รพ.ค่ายสุรนารี ซึ่งหากไม่มีการออก home help care ครั้งนี้ก็ไม่รู้ว่าชีวิตคุณยายจะเป็นยังไงต่อไป ทำให้รู้ว่าชีวิตของทุกคนหากเจอปัญหาอะไร หนักเท่าไหร่ อยากให้รู้ว่าโลกนี้ก็ยังมีคนที่สู้ชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้อยู่ อยากให้เพื่อนๆ มีกำลังใจในการดำเนินชีวิต และวิชาชีพเราก็สามารถช่วยเหลือผู้คนได้อีกมาก

Read Full Post »

โดย…ภก.วิเชียร ชนะชัย

ผมทำงานที่ รพ. ชุมชน ชื่อ รพ. เทพสถิต จ.ชัยภูมิ เป็นอำเภอที่มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัด คือ ทุ่งดอกกระเจียว จากการทำงานที่ รพ. แห่งนี้ ก็เป็นระยะเวลา 2 ปี
งานก็รับผิดชอบตามหน้าที่ ตามภาระงาน ตามบทบาทเภสัชนั่นแหล่ะ แต่งานที่ผมประทับใจ ณ ตอนนี้ ก็คือ ผมได้เป็น ดีเจคลื่นวิทยุชุมชน ที่มาของงานนี้ก็คือ งานคุ้มครองผู้บริโภค เป็นนโยบายหลักของจังหวัดและกระทรวง ซึ่งส่วนใหญ่ เขาก็จะให้เราออกไปตรวจร้านชำ เครื่องสำอางที่ผิดกฎหมาย สถานพยาบาลและก็ร้านยาในเขตที่เรารับผิดชอบ ซึ่งการออกตรวจก็เป็นการทำงานในวงแคบๆ ซึ่งผมมองว่า มันไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ครอบคลุม ผมจึงคิดหาวิธีที่คิดว่าจะเติมเต็มในการแก้ปัญหาเรื่องงานคุ้มครอง โดยให้ผู้บริโภคได้รับข่าวสารและรู้เท่าทันกับเครื่องอุปโภคบริโภคที่ผิดกฎหมาย และคิดว่าเป็นแนวทางป้องกันปัญหาเชิงรุกวิธีหนึ่ง
** วิธีนี้ใครอยากเรียนแบบก็เชิญนะครับ (อาจจะทำดีกว่าพี่ก็ได้)

Read Full Post »

โดย…ภญ.จันทร์จรีย์ ดอกบัว (รพ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ)

เรื่องราวในการออกตรวจร้านขายของชำ ในอำเภอปทุมคงคา จังหวัดอำนาจเจริญ นั้นมีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเรื่องตลกๆ หรือเรื่องที่ต้องเสียน้ำตา จากข้อมูลผู้ป่วยมานอนโรงพยาบาล ด้วย Diagnosis ของแพทย์ว่า “UGIB with NSAIDS/steroid” “Steroid abuse” มีอยู่มากมาย ซึ่งเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ คุยกับยายคนนึงที่ใช้ยาชุด/ยาลูกกลอนเล่าให้ฟังว่า “ยายใช้มานานแล้ว ใช้แล้วดี หายเร็ว เวลาปวดก็กินอีก ไม่กิน ไม่ได้ จะไม่ได้ทำงานเพราะปวดมาก ซื้อครั้งนึงก็ประมาณ 1,000-2,000 บาท บางทีก็ไปคลินิกหมอ ได้ยาเป็นชุดๆมากิน อาการปวดหายเป็นปลิดทิ้งเลย”
วันนี้มานอนรพ. ด้วยอาการบวมทั่วตัว มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร เราในฐานะเภสัชกรได้ยินเช่นนั้น ถึงกับสงสารเวทนาในความไม่รู้ของเขา จึงถามถึงแหล่งที่มาที่ซื้อยามากิน พบว่า ร้านชำในหมู่บ้านนั่นเอง ที่เป็นผู้ก่อการร้าย ทำลายชีวิตของยายคนนี้ เภสัชกรอย่างเรา จึงเป็นผู้พิทักษ์สุขภาพของประชาชน ตรงดิ่งไปยังร้านชำร้านนั้น
โอ้ ! แม่เจ้า ยาเยอะมากๆ พอกันกับร้ายขายยา ขย.1 เลย มีทั้งยาอันตราย ยาชุด/ยาลูกกลอน เภสัชกรจึงยื่นหนังสือจาก ผอ.รพ. ให้กับผู้ก่อการร้ายรายนั้น พร้อมกับคุยให้โอวาทต่างๆ นานา ยกชีวิตของยายคนนั้นมาเล่าสู่กันฟัง เชื่อมั้ยว่า น้ำตาแห่งความผิดที่เขาทำไป ร่วงลงมาอย่างช้าๆ ขอโทษ ขอโพย เราใหญ่เลย บอกว่า จะไม่ทำอีกแล้ว ความผิดครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก เกือบคร่าชีวิตประชาชนในหมู่บ้านโดยทางตรงเลย นี่แหล่ะเขาเรียกว่า “ไม่มีบทเรียนเรื่องชีวิต ไม่หลั่งน้ำตา”

Read Full Post »

โดย…กลุ่มภาคเหนือ

ครั้งแรกที่เจอตาเปี้ยที่โรงพยาบาลลอง เมื่อ 4 พฤษภาคม 2551  ตาเปี้ยเป็นชายชราตาบอดสองข้าง และหูตึงอายุประมาณ 80 ปี รูปร่างท้วม  มารับยาที่ช่องรับยา พร้อมหลานชายอายุประมาณ 10 ปี  เมื่อสอบถามลุงเปี้ยว่าใครจัดยาให้ลุงเปี้ยบอกว่า “ลูกสาวจัดยาให้” ยาที่ลุงเปี้ยได้รับมีทั้งหมด 5 รายการ ได้แก่ Glipizide 1X1 ac, Prazocin (1) 1×2 pc, Aspirin 2×1 pc, Senna 2×1 hs และ Serratiopeptidase 1×3 pc เมื่อสอบทวนการกินยาตาเปี้ยบอกว่า “เดี๋ยวลูกจัดให้”  ฉันจึงสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากเด็กชายที่มาด้วยแต่ไม่ได้ข้อมูลใดๆ นอกจากทราบว่าเป็นหลานอยู่บ้านติดกัน แต่ไม่ได้เป็นผู้ดูแล วันนี้ทำหน้าที่มาส่งตาเปี้ยเท่านั้น จึงได้ดำเนินการโดยการเขียนใบ Home Healthcare และประมาณ 2 อาทิตย์ต่อมา  มีใบตอบกลับจากศูนย์สุขภาพชุมชนถึงผลการดำเนินการว่า ลูกสาวจัดยาให้โดยจัดยาใส่เป็นซองๆ จัดยาเหมือนจัดยา DOTs TB  วันที่ 9 กรกฎาคม 2551 ได้ชวนเจ้าหน้าที่ศูนย์สุขภาพชุมชนหัวทุ่ง ผู้ซึ่งส่งใบตอบกลับ Home Healthcare ไปเยี่ยมบ้านตาเปี้ย โชคดีที่พบตาเปี้ยและลูกสาว  บ้านตาเปี้ยเป็นบ้านเดี่ยวสองชั้น โดยชั้นล่างเป็นปูน ชั้นบนเป็นไม้ อยู่กันทั้งหมดสามคน ได้แก่ ตาเปี้ย ลูกสาว และ ลูกเขย โดยลูกสาวและลูกเขยจะทำนาในฤดูกาล ทำนา และเมื่อหมดฤดูกาลทำนาจะตระเวนขายของตามตลาดนัด ขณะที่ไปเยี่ยม ลูกสาวจะไปทำนาพอดี  จากการสอบถามลูกสาวทราบว่า ลูกสาวจะจัดยาใส่ซองให้เหมือนจัดยา DOTs TB  โดยซื้อซองใสเล็กๆจากตลาดและจัดลงในซองใส และวางไว้ในลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้ง เมื่อสอบถามการกินยา ตาเปี้ยเอาแต่ยิ้มไม่พูดอะไร มีแต่ลูกสาวที่บอกว่า ตาดื้อ ชอบกินอาหารประเภทเนื้อ ชอบกินทุเรียน นอนตื่นสายและปัสสาวะตอนกลางคืนบ่อย  เมื่อขอดูที่ใช้อยู่ พร้อมสมุดนัดผู้ป่วยเบาหวาน  พบว่าแพทย์นัดตาเปี้ยรับยาอีกครั้งในวันที่ 23 กรกฏาคม 2551 และในสมุดนัด มีรายการยาที่ตาเปี้ยได้รับ 5 รายการ ตามรายการข้างต้น เมื่อพิจารณารายการยาแต่ละตัวพบว่า ยาเหลือน้อยกว่าวันนัด ยกเว้น ยา Senna เหลือเท่าเดิม ตาเปี้ยไม่กินเพราะ กินแล้วถ่ายบ่อย ลำบากในการเข้าห้องน้ำ          ในการเก็บรักษา ยา Glipizide จะถูกแกะจากแผงและบรรจุลงในกระป๋องใส ซึ่งบางเม็ดมีลักษณะ          สีเปลี่ยนจากเดิม ยา Prazocin บรรจุอยู่ในซองยา D5 ลูกสาวบอกว่า พ่ออาจจะเอายาทิ้ง ไม่กิน ดังนั้นจึงได้วางแผนเบื้องต้นร่วมกับลูกสาวว่า จะประสานกับแพทย์ขอให้ผู้ป่วยรับยาก่อนนัด และขอให้ญาติไปด้วยขณะผู้ป่วยรับยา พร้อมทั้งขอเบอร์โทรศัพท์ เพื่อจะติดต่อกลับ เมื่อกลับมาถึงโรงพยาบาล ได้ประสานกับแพทย์และพยาบาลคลินิกเบาหวาน ได้รับทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่า ญาติมักจะปล่อยให้ตาเข้ารับการตรวจและไปรับยาเอง หรือบางทีก็อาจมีหลานชาย หรือ เพื่อนบ้านไปรับยาให้ และญาติจะมารับกลับ จึงได้ติดต่อกลับไปหาลูกสาว แจ้งให้ตาเปี้ยมาโรงพยาบาลในวันจันทร์ที่จะถึง โดยงดอาหารและเครื่องดื่มหลังเที่ยงคืน และขอให้ญาติอยู่กับผู้ป่วยตั้งแต่เริ่มเข้าโรงพยาบาลจนถึงรอรับยา เมื่อถึงวันจันทร์ ลูกเขยตาเปี้ยเป็นคนมารับยา โดยตาเปี้ยรออยู่ที่คลินิกเบาหวาน งานบริการเภสัชกรรมผู้ป่วยนอกได้จัด กระป๋องใส่ยาให้ เรียงลำดับจากต่ำไปสูง ตามลำดับการกินยา ก่อน-หลัง พร้อมย่ามผ้า ให้ใส่ยาคืนเหลือในนัดต่อไป เพื่อจะได้ประเมินความร่วมมือในการใช้ยา  มาครั้งนี้ตาเปี้ยได้รับยาเพิ่มอีก  1 รายการ คือยา Ofloxacin (100) 2×2 ac เนื่องจากยานี้ต้องกินขณะท้องว่างจึงแนะนำให้ลูกเขยว่า ให้ตาเปี้ยกินหลังตื่นนอนทันที 2 เม็ด และ ก่อนนอน 2 เม็ด อีกประมาณ 1 อาทิตย์ต่อมา ได้ไปติดตามการใช้ยากับตาเปี้ย โดยไปกับคุณราตรี ธนูมาศ ซึ่งเป็น Case manager QIT DM ขณะเยี่ยมพบตาเปี้ยอยู่บ้านคนเดียวกำลังถางหญ้าอยู่   เพื่อนบ้านบอกว่าตาอยู่บ้านคนเดียว  ลูกสาวและลูกเขยไปซื้อของที่กรุงเทพ จึงสอบถามเรื่องการใช้ยาของตา พบว่า ตาเก็บยาเม็ด Paracetamol 500 mg และยาเม็ด Ofloxacin ไว้ที่ใต้หมอน ยาเม็ด Prazocin ถูกแกะอกจากแผงและบรรจุลงในขวดพลาสติกที่ให้มา และตาเก็บไว้ที่มุมบ้าน บริเวณใกล้ที่นอน เมื่อสอบถามถึงการใช้ยาแต่ละตัว ตาใช้ประสาทสัมผัสได้ดี ตาจะไปควานหาตามมุมบ้าน และตาสามารถบอกสรรพคุณของยา และ ขนาดการกินได้ แต่ยาเม็ด Glipizide รู้ว่ากินก่อนอาหาร 30 นาที แต่ตาเปี้ยไม่รู้ได้ว่า 30 นาที นานแค่ไหน แต่ตาก็กินยาก่อนอาหาร สำหรับยาเม็ด Ofloxacin ตากินได้ถูกต้อง เพราะอยู่ใต้หมอน  ตื่นนอนก็กิน ก่อนจะนอนก็กิน นอกจากนี้ได้เห็นวิธีการแกะยาจากแผงของตา โดยตาจะใช้ตะปูเจาะที่แผงยา ตาทำได้เชี่ยวชาญแม้ว่า เราก็กลัวตะปูจะตำมือตา หรือ ทำเม็ดยาแตกๆไปเสียก่อน

ด้วยวิถีชีวิต ความเคยชินที่เป็นอยู่เราจึงไม่สามารถใช้กระป๋องมหัศจรรย์ต่ำ-สูงกับตาเปี้ยได้ เพราะตาเปี้ยคุ้นเคยกับการเก็บยา (หรือซุกซ่อนยา) ไว้ที่มุมต่างๆของบ้าน สำหรับเภสัชกรแล้ว ตาเปี้ยไม่ใช่ผู้ใช้ยาที่มี Adherence ที่ดีที่สุด และไม่เป็นไปตามความตั้งใจที่เภสัชกรอยากให้เกิดขึ้น เพื่อหวังว่าผู้รับบริการของตน ใช้ยาได้ถูกต้องตามที่แนะนำ เพื่อจะได้รับประสิทธิภาพและประสิทธิผลจากการใช้ยา แค่วันนี้ตาเปี้ยไม่ทำสีหน้ารำคาญที่เราไปเยี่ยม ตาเปี้ยสามารถบอกสรรพคุณยา ขนาดการกินและเวลาบริหารยาได้ถูกต้อง ที่สำคัญจุดยุทธศาสตร์การเก็บยาแต่ละตัวของตา ตาก็จำได้ประมาณคนตาดีที่ขี้ลืมต้องอิจฉา เราก็รู้สึกดีและมีกำลังใจที่อยากเยี่ยมบ้านผู้ป่วยรายอื่นๆ ต่อไป และวันนี้ดูเหมือนพี่พยาบาลจะมีแผนการในใจมากมาย ที่อยากให้ทีมเยี่ยมบ้านได้มาเที่ยวหาตาอีก เพราะนอกจากเรื่องยาแล้ว ยังมีเรื่องการกินอาหาร และที่สำคัญ คือ การเข้ามารับทราบข้อจำกัดของครอบครัวตาเปี้ยและหาแนวทางแก้ไข ที่ลูกสาวและลูกเขย จำเป็นต้องให้ตาอยู่บ้านคนเดียวในบางช่วงเวลาซึ่งนานถึง 4 – 5 วัน

Read Full Post »

« Newer Posts - Older Posts »

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.