Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for the ‘เรื่องเล่า ชุมชน’ Category

โดย…ภญ.ถนอมศรี อินทรจักร์ (โรงพยาบาลสันทราย จ.เชียงใหม่)

“ชีวิตที่เหนื่อยหน่าย ทำงานแบบซ้ำๆเดิมๆ รู้ว่าวิธีที่ทำอยู่แก้ปัญหาที่คาใจไม่ได้แต่ก็ฝืนทำ.. สุดท้ายก็โยนเรื่องราวทิ้งที่ห้องยา กลับบ้านอย่างหมดพลัง นี่คือสัญญาณเตือนของการเดินทางเข้าสู่ความทุกข์แบบยอมจำนน..ใช่ไหมนะ” ความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นอีกแล้ว ฉันใคร่ครวญกับตัวเอง ขณะที่กำลังรดน้ำกล้วยไม้ต้นน้อยใหญ่ที่แขวนเรียงรายอยู่หลังห้องพักอย่างไร้สติ  ละอองน้ำเม็ดเล็กๆเย็นๆ กระเด็นมากระทบผิวแก้ม ดึงความรู้ตัวของฉันกลับมา  ….บอกตัวเองให้หยุดคิด พร้อมกับปล่อยอารมณ์ไปกับดอกกล้วยไม้ช่อน้อยๆที่กำลังรอการผลิบาน…..นี่เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ฉันพยายามทำให้ตัวเองรู้สึกสบายใจ  หรือเพื่อจะปิดสวิทช์ความรู้สึกบางอย่างลง??

ฉันพาตัวเองกลับมานั่งพิงบนโซฟาสีครีมตัวโปรด  ภายในห้องนั้นเงียบงัน   เรื่องที่เกิดกลับวนเข้ามาในห้วงความคิดของฉันอีกครั้ง แม่พรรณ คนไข้เบาหวานที่ถูกส่งมาให้คำปรึกษาด้านยา มียาเหลืออยู่มาก  สาเหตุเพราะไม่กินยาตามแพทย์สั่ง ……ฉันนึกถึงบรรยากาศ ที่โต๊ะให้คำปรึกษาหน้าห้องยา ขณะที่ฉันขานชื่อแม่พรรณ พร้อมเงยหน้ามองหา   สายตาที่แลดูสิ้นหวังคู่หนึ่ง มันทำให้ฉันถึงกับอึ้ง… ฉันเปิดรับด้วยการฉีกยิ้มกว้าง สวัสดีทักทายอย่างเป็นมิตร เมื่อเริ่มสนทนา  เรื่องราวของแม่พรรณมันทำให้ฉันต้องหยุดคิดที่จะค้นหาปัญหาด้านยา เพราะแม่พรรณรู้จักโรคเป็นอย่างดี รู้จักตัวยาทุกตัว บอกวิธีกินยาได้อย่างชัดเจน “จะฮือ้แม่กินยาได้จะได ขนาดข้าวแม่ยังบะมีกะจิตกะใจ๋อยากกินเลย ลูกบ่าวคนเดียวของแม่ถูกรถจนต๋ายไปเมื่อสองอาทิตย์ก่อน   แม่ก้าหาจัดงานศพไปเมื่ออาติ๊ดที่แล้วนี้บ่อดาย  ต่อไป แม่ก่อบ่อฮู้จะอยู่จะไดดี แล้วแม่จะกิ๋นยาไปยะหยั่งหละ” แม่พรรณเริ่มน้ำตาคลอๆเสียงสั่น ฉันได้แต่นั่งฟัง เอื้อมมือไปกุมมือแม่พรรณเบาๆ ไม่กล้าแม้แต่จะพูดคำใดๆ  ฉันเก็บปัญหาเรื่องยาไว้  คิดถึงคนที่จะเข้ามาช่วยประครองความรู้สึกของแม่พรรณได้ดีกว่าฉันในตอนนี้ จึงตัดสินใจโทรหาพี่นก(พี่พยาบาลจิตเวช)      แล้วพาแม่พรรณไปที่ห้องจิตเวช  กอดลาเพื่อให้กำลังใจ

ฉันเดินกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานเพื่อที่จะบันทึกเรื่องราวลงในแบบฟอร์มให้คำปรึกษาด้านยา  และคิดทบทวนว่าตัวเองทำถูกไหม… “แอน!! มีcase ส่งมาให้คำปรึกษาอีกจ้า” เพื่อนฉันเรียก ฉันดันตัวลุกขึ้น หยิบตะกร้ายา(ซึ่งมี opd card และยาจัดเตรียมอยู่) เพื่อนยิ้มให้กำลังใจ   เดินไปที่โต๊ะตัวเดิม ฉันขานชื่อ แม่บัว!!     สายตาที่เลื่อนลอย มันทำให้ฉันอึ้งอีกครั้ง ฉันเปิดการสนทนาทักทายอย่างเป็นมิตรเหมือนเช่นเคย  แม่บัวเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง มีภาวะหัวใจโต มีภาวะไตเสื่อมระยะที่น่าเป็นห่วงด้วย และเพิ่งจะออกจากโรงพยาบาลเพราะเข้ามารับการรักษาด้วยอาการใจสั่น เบื่ออาหาร ไม่มีแรง และมักมีอาการบ่อยๆ ยาของแม่บัวจึงมีสิบกว่าตัว รวมทั้งได้รับยาลดอาการใจสั่นที่ได้หลังจากวันที่ออกโรงพยาบาลด้วย  เมื่อเราพูดคุยกัน พบว่าแม่บัวกินยา digoxin (ยากระตุ้นการบีบตัวของหัวใจ) 1 เม็ด  เช้า เย็น  แทนที่จะกินเพียงแค่ ครึ่งเม็ด ครั้งเดียวตามที่หมอสั่ง (นี่น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้แม่บัวต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลด้วยอาการใจสั่น เบื่ออาหาร และเบลอๆเป็นแน่แท้) ส่วนยาตัวอื่น ก็สับสนเช่นกัน ฉันอธิบายการกินยาให้กับแม่บัวอย่างช้าๆชัดๆ  แอบฉงนใจกับท่าทีของแม่บัว  ที่เหมือนจะรู้ แต่ก็ไม่รู้ เหมือนจะได้ แต่ก็ได้ไหมนะ?? ฉันใช้ปากกาเคมีสีดำเขียนชื่อยา พร้อมวิธีกินยาภาษาไทยตัวโตๆ แยกยาเป็นหมวดหมู่ ตัวที่กินคล้ายๆกัน จะใช้หนังยางวงรัดซองไว้ด้วยกัน ฉันให้แม่บัวลองทบทวนอีกครั้ง  ดวงตาก็ยังคงเลื่อนลอย เหมือนไม่อยากรับรู้เรื่องใดๆ  แม่บัวตอบแค่ว่า “ได้กะ ได้กะ กินมาเมินละ กินได้กะ แม่กลับบ้านได้รึยัง” …………และขอลากลับบ้าน

เมื่อช่วงบ่ายมาถึง ฉันทิ้งเรื่องราวทั้งหมดไว้ในแบบบันทึก ทำหน้าที่จ่ายยาให้กับคนไข้ที่นั่งเรียงรายรอการรับยาอยู่หน้าห้อง  ฉันปรับอารมณ์ให้สดชื่นด้วยคาปูชิโน่เย็นแก้วโต พร้อมใบหน้ายิ้มแย้มเพื่อให้การบริการอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนตามวิสัยทัศน์ของโรงพยาบาลที่บ่งบอกไว้   แต่ความรู้สึกมันยังติดค้างอยู่ภายใน จนถึงเวลาเลิกงาน..

สองอาทิตย์ต่อมา ขณะที่เดินขึ้นตึก บรรยากาศยามเช้า ยังเป็นความวุ่นวายที่คุ้นชิน เสียงร้องเรียกชื่อดังก้องระงมไปทั่ว ผู้คนนั่งรอคิวเข้ารับการตรวจอย่างใจจดจ่อด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียด    พี่ดวงแสง(พี่พยาบาลผู้ดูแลงานโรคเรื้อรังไม่ติดต่อ ) ชวนฉันไปเยี่ยมบ้านแม่บัวในตอนบ่าย           ฉันตอบตกลงทันที…

เมื่อทีมเรา เข้าไปเยี่ยมบ้านแม่บัว พบว่า บ้านของแม่บัว มีห้องซ้ายขวา ห้องแรกเป็นห้องนอนมีห้องน้ำในตัว เชื่อมต่อด้วยพื้นที่โล่งราดปูนซีเมนต์ ส่วนห้องขวาเป็นห้องครัวแบบพื้นเมือง มีของวางระเกะระกะ บริเวณรอบๆ มีหญ้าขึ้นรก แม่บัว เลี้ยงไก่ ปล่อยให้เดินเพล่นพล่านไปมา ขี้ไก่เต็มพื้น   ฉันนั่งยองๆ ข้างแม่บัว เมื่อคุยกับแม่บัว รู้ว่า ช่วงนี้แม่บัวไม่ค่อยมีแรง ลุกไปไหนมาไหนลำบาก ต้องหุงข้าวและทำกับข้าวในห้องนอน (ฉันแอบเห็น กาต้มน้ำ กระทะไฟฟ้า หม้อหุงข้าววางเรียงรายหน้าห้องน้ำ รวมทั้งชั้นวางจาน และขนมหวาน )ทีมงานช่วยกันสัมภาษณ์แม่บัว ส่วนฉันขออนุญาตตรวจดูตะกร้ายา พบขุมทรัพย์ยาพันปี ตะกร้านี้มียาทุกอย่าง ไม่ว่าจะยาจากร้านขายยา ยาหอม ยาสมุนไพร รวมทั้งยาที่รับมาจากโรงพยาบาลของฉัน ตั้งแต่ปีที่แล้ว ที่ยังกินไม่หมด แม่บัวกินยาทั้งยาเดิมยาใหม่ปนกัน กินบ้าง ไม่กินบ้าง ยาบางตัวก็ซ้ำกัน ยาลดความดันบางตัวได้มาใหม่ แทนที่ยาเดิม แม่บัวกลับกินเหมือนยาเดิม(เช่นหมอสั่งใช้ยาลดความดันซึ่งเป็นคนละตัวกัน: nifedipine  1 เม็ดเช้า แล้ว ให้หยุดยา enalapril เช้าและเย็น ที่โรงพยาบาลไม่จ่ายแล้ว แต่ที่บ้านของแม่ยังมีเหลืออยู่มาก แม่บัวก็จะกิน enalapril ที่เหลือเช้าและเย็น บางวันก็กิน nifedipine เช้าและเย็น บ้าง เพราะนึกว่าเป็นยาความดันตัวเดียวกันแต่คนละบริษัท  ถึงแม้ว่าจะมีหน้าซองเขียนด้วยปากกาเมจิกตัวโตๆว่า ยาลดความดัน กิน 1 เม็ดหลังอาหารเช้า เวลาเดียวก็ตาม ) ส่วนยา digoxinนั้น เหลือแต่ซองที่มีภาษาไทยเขียนตัวโตๆว่า กินครึ่งเม็ดวันละครั้งติดอยู่ แต่ตัวยาหมดไปแล้ว(นี่เพิ่งจะผ่านไปสองอาทิตย์เองนะ) ฉันกลุ้มใจมาก นั่งจัดตะกร้ายาให้แม่บัว  พร้อมกับคิดวิธีแก้ไขปัญหาอยู่ในใจ ฉันขออนุญาตนำยาเก่าๆกลับโรงพยาบาล จัดแจงให้เหลือแต่ยาที่หมอสั่งใช้ปัจจุบัน รวมทั้งยาหอม ยาสมุนไพร  จัดเวลากินยาไว้ตามมุมของตะกร้า ส่วนเรื่องยาที่แม่บัวกินหมดก่อน ฉันขอกลับไปปรึกษาหมออีกครั้ง

รุ่งเช้า  เมื่อฉันปรึกษาหมอแล้ว ฉันขออนุญาตไปเยี่ยมบ้านแม่บัว พร้อมกับยา คราวนี้ฉันเข้าไปเยี่ยมพร้อมกับน้องบี (น้องเจ้าพนักงานเภสัช) เราไปเยี่ยมพร้อมกับทำกระปุกยาที่ทำตามมื้อยา ซึ่งน้องบีรับอาสาช่วยประดิษฐ์ขึ้นมาอย่างประณีต  เมื่อไปถึงบ้านของแม่บัว เราพบว่า บ้านของแม่บัวสะอาดสะอ้านมากขึ้น ไม่มีไก่เดินไปมาแล้ว ฉันกับน้องบี ช่วยกันหักยาที่ต้องกินแค่ครึ่งเม็ดใส่ซอง พร้อมกับยาตัวอื่นๆ จัดแจงเป็นซองเล็กๆ มื้อละซอง และใส่แยกแต่ละกระปุก ติดสติ๊กเกอร์สี รวมทั้ง เขียนป้ายติดแต่ละมื้ออย่างชัดเจน  เราพูดคุยกับแม่บัวสักพัก เลยรู้ว่า แม่บัว ถูกแนะนำให้งดกินข้าวเหนียว จึงต้มข้าวกินทุกมื้อ “มันบ่รำแต้ๆเลย แม่เลยใส่แป้งหวานไปครั้งละจ้อนลงไปในข้าว บางทีก็ใส่รสดีพ่อง” (มันไม่อร่อยเลย แม่เลยต้องใส่ผงชูรสครั้งละช้อนลงไปในข้าว บางทีก็ใส่รสดีบ้าง) ฉันแนะนำให้แม่บัวกินข้าวเหนียวเหมือนเดิม แต่ลดปริมาณลง เน้นกินผักให้เยอะขึ้น ส่วนเรื่องชีวิตรอบข้างที่ไม่มีญาติๆมาอยู่ด้วย (ฉันฟังเรื่องราวของลูกชายของแม่บัวจากพี่ๆพยาบาลที่รู้จักแม่บัว ว่ามีส่วนพัวพันกับเรื่องยาเสพติดมานานแล้ว และเพิ่งจะโดนจับไปเมื่อสองสามวันก่อน) ฉันเห็นแววตาของแม่บัวที่ยังเหม่อลอยและกังวลอยู่ตลอดเวลา ฉันและน้องบี  ไม่กล้าพูดถึงเรื่องนี้  เราทำอะไรไม่ได้มากนอกจากจัดแจงเรื่องยา พูดคุยให้แม่บัวได้ยิ้ม หัวเราะบ้าง  ก่อนกลับ ฉันจับมือลา ด้วยความห่วงใย

วันนี้แม่บัวมาตามนัด  ฉันปรึกษาทีมและขอตรวจผลเลือด แปลกใจมากที่พบว่า ภาวะไตของแม่บัว  กลับอยู่ในภาวะที่เสื่อมน้อยกว่าเดิมมาก  ทีมเราแอบคิดเข้าข้างตัวเองว่า ผลทางห้องปฏิบัติการนั้นไม่ผิดพลาด ใช่เลย!! มันไม่ผิดอย่างแน่นอน  ภาวะไตของแม่บัวดีขึ้น และไม่มีอาการใจสั่นด้วย  ทานอาหารได้เพิ่มขึ้น มีแรงกำลังมากขึ้นด้วย…คำพูดของแม่บัวทำให้ฉัน น้องบี และพี่ๆรู้สึกปลื้มอยู่ในใจ

ฉันมองเห็นแววตาที่ยังเต็มไปด้วยความกังวล เลื่อนลอย ฉันคิดกับตัวเองว่า ถึงแม้ฉันจะช่วยเหลือแม่บัวไม่ได้มากนัก แต่ฉันจะพยายามทำให้ดีที่สุด และอยากให้แม่บัวรับรู้ว่า ยังมีคนที่โรงพยาบาลสันทรายจะคอยเป็นเสมือนญาติ รออยู่ที่โรงพยาบาลแห่งนี้  พร้อมที่จะดูแลด้วยความจริงใจ…

Read Full Post »

โดย ภก.พันธ์เทพ  รพ.เวียงสา จ.น่าน

จะเรียกว่าไปเยี่ยมบ้านดีไหมหนอ ในเมื่อคนไข้มาหาเรา

ทำงานเป็นเภสัชกรที่จังหวัดน่านมาได้ 6 ปี ปีแรกๆได้กลับไปเยี่ยมบ่อยๆ แต่หลังจากเปิดร้านขายยาเมื่อ 4 ปีก่อนก็ไม่ค่อยได้กลับบ้านเท่าไรนัก ที่บ้านผมประกอบด้วยสมาชิกไม่กี่คน มีน้าสาวและน้าเขยกับคุณตาและคุณยาย ก่อนหน้านี้คุณตากับคุณยายอาศัยอยู่กับลูกชายที่อเมริกา หลังจากดินถล่มเกิดภัยน้ำท่วมที่อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นบ้านผมเอง และบ้านผมก็โดนมิใช่น้อย ด้วยความเป็นห่วงบ้านอีกทั้งไปอยู่เมืองนอกมาหลายปี พวกท่านจึงกลับมาอยู่บ้าน

ทั้งสองท่านก็เหมือนกับผู้สูงอายุทั่วๆไป คือมีโรคประจำตัว เป็นเบาหวานและความดันทั้งสองคนตั้งแต่สมัยอยู่ที่อเมริกา ยาที่รับประทานก็มีไม่กี่ตัวหรอกครับ แต่อาหารเสริม วิตามินที่ลูกชายแกซื้อจากอเมริกาให้มานี่สิ เยอะขนาดเอามาเรียงพินโยนโบว์ลิ่งได้เลย ทั้งสองท่านเป็นผู้ที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพมากครับ น้ำที่ใช้ดื่มต้องต้มฆ่าเชื้อก่อนเสมอเนื่องจากท้องไส้ไม่ค่อยดี แต่หลังจากกลับมาจากเมืองนอกผมเห็นว่าไม่เห็นต้มน้ำดื่ม พอถามไปท่านก็บอกว่า ที่นู้นเขาไม่ให้ดื่มน้ำต้มบ่อยๆ เพราะจะทำให้ลำไส้ไม่มีภูมิต้านทาน จะทำให้ท้องเสียง่าย มิน่าแต่ก่อนจึงท้องเสียบ่อยๆ

อันตัวผมนั้นทำงานทำงานบริการผู้ป่วยทั้งวัน พอเลิกงาน ก็ต้องไปเฝ้าร้านขายยาของตัวเองจนดึก เพราะฉะนั้นเวลาที่กลับไปเยี่ยมคุณตาคุณยายก็จะไม่ค่อยชอบพูดเรื่องงานเท่าไรนักโดยเฉพาะเรื่องยายิ่งไม่อยากพูดถึงเลย แต่เนื่องด้วยเรานั้นนานๆจะกลับไปทีเพราะฉะนั้น พอกลับไปทีไรนี่ ถามเป็นชุดทุกทีแล้วกลับไปกี่ครั้งก็ถามเหมือนเดิมตลอด เช่นมีเภสัชกี่คน คนไข้เยอะหรือป่าว งานหนักมากไหม ถ้าตอบว่าหนัก จะคนที่บ้านจะทำหน้างง เพราะเข้าใจว่าเภสัชเป็นอาชีพที่สบาย และจะถามขยายความหรือเจาะลึกรายละเอียดอีกว่ามันหนักตรงไหน ดังนั้นเพื่อให้การสนทนาเรื่องนี้จบโดยเร็ว ผมจึงต้องตอบไปว่า ครับงานสบาย รายได้ดีครับ

สำหรับพี่น้องเภสัชกรหลายๆท่านก็คงเคยผ่านจุดนี้เหมือนเช่นเดียวกันกับผม คือที่เขาถามก็ไม่ได้อยากรู้ข้อมูลหรอก แต่ถามเพื่อมีเรื่องให้เสวนากันหรือพูดง่ายๆก็คือหาเรื่องคุยนั้นแหละ แต่สิ่งที่เป็นเหตุนำไปสู่เรื่องราวต่างๆมันเริ่มจากหลังอาหารมื้อเย็นของทุกวันครับ

ก็อย่างที่บอก คุณตากับคุณยาย เป็นโรคเบาหวานและความดันตั้งแต่อยู่อเมริกา และท่านก็เป็นคนรักษาสุขภาพ พอกลับมาอยู่เมืองไทยได้ไม่นาน ยาที่รับประทานประจำก็หมด จะให้ลูกชายส่งยาชนิดเดิมมาให้จากอเมริกา ก็ใช่จะซื้อมาได้ง่ายๆเพราะระบบระเบียบการควบคุมการใช้ยาที่นั่นเข้มงวดมาก ไม่เหมือนเมืองไทยเราที่ยารักษาโรคหัวใจยังหาซื้อง่ายกว่าขนมครกเสียอีก

ดังนั้นพวกท่านจึงไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ ได้ยามาหลายอย่างแล้วก็ไม่ทราบรายละเอียดว่ายาอะไรเป็นอย่างไรบ้าง ก็ตามแบบของเภสัชกรไทยครับ อธิบายรายละเอียดของยาให้กับผู้ป่วยตามที่ติดมันมีติดไว้แล้วบนฉลากนั่นแหละ เพราะฉะนั้น เมื่อหลานซึ่งเป็นเภสัชกรกลับมาที่บ้าน ก็อดที่จะบ่นไม่ได้ถึงระบบการให้บริการของโรงพยาบาล และเภสัชกร แล้วก็แน่นอนว่าตั้งหน้าตั้งตารอ เพื่อจะถามถึงทุกอย่างของยาที่ได้รับมาใหม่ อีกทั้งวิตามินอาหารเสริมทั้งหลายอย่างที่ลูกชายส่งมาให้จากเมืองนอก

คำถามนี่แบบว่าทุกซอกทุกมุมจริงๆครับ แล้วถามแบบนอกกรอบซะด้วย  เช่นถามว่ามียาความดันทำไมตั้งสองตัว บางครั้งก็ได้สามตัว อันนี้ต้องเดาใจหมอที่สั่งยาตอบให้ ยาลดไขมันกินตอนเช้าได้หรือเปล่า แล้ววิตามินอาหารเสริมต่างๆที่น้าเราส่งมาให้จากเมืองนอกกินด้วยกันได้หรือไม่ ถ้าวันไหนน้ำตาลดีต้องกินยาเบาหวานหรือเปล่าหรือให้งด (มีเครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดและเครื่องวัดความดันของตัวเอง) ทำไมน้ำตาลดีไม่ต้องกินยาเบาหวานแต่ความดันดียังต้องกินอยู่ แล้วยาสมุนไพร(ปลูกสมุนไพรต่างๆที่เคยได้ยินว่ารักษาเบาหวานความดันได้ไว้ที่สวนหลังบ้าน)กินด้วยกันกับยานี่มันดีไหม แหมสมุนไพรบางตัวผมยังไม่รู้จักชื่อเลยครับท่าน แถมอาหารเสริมวิตามินหลายตัวที่น้าส่งมาให้จากกอเมริกาก็พึ่งจะเคยเห็นนี่แหละ โชคดีที่บ้านติด อินเตอร์เน็ต เลยแอบค้นหาข้อมูลมาตอบได้บ้าง มิฉะนั้นคงเสียเชิงเภสัชกรไทยแน่เลย

บ้านของผมนั้นตั้งอยู่ที่เดิมมายาวนานตั้งแต่รัชสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงแม้ว่าตัวบ้าน จะมีความเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย และจากภัยพิบัติ เมืองลับแลจึงยังมีลักษณะของความเป็นชุมชนอยู่มากโดยไม่ต้องพึ่งสุรา (อาจเป็นเพราะข้าวโพดยังเข้าไม่ถึง) ดังนั้นเมื่อผมกลับมาบ้าน จะพบปะกับผู้มาเยี่ยมเยียนที่บ้านผมอยู่เนืองๆ ส่วนใหญ่ก็มาคุยกับคุณตาและคุณยายนั้นแหละ

แน่นอนว่าคนที่มานั้นพอรู้ว่าเราเป็นเภสัชกร ก็จะเริ่มด้วยคำถามแบบเดียวกัน พอคุยกันไปเรื่อยๆ ก็จะเข้าเรื่องเกี่ยวกับโรคภัย แล้วก็มาตบท้ายด้วยเรื่องยา  คำถามก็แนวเดียวกับคุณยายของผมเลยครับเยอะแบบเด็กพึ่งรู้ความ ปัญหาคือผมก็เป็นเภสัชพึ่งรู้ความเหมือนกัน บางอย่างก็เลยต้องตอบแบบงูๆปลาๆไปบ้าง  ปัญหาที่ตอบยากที่สุดคือ ถามถึงยาที่แม้แต่ตัวเองก็จำไม่ได้ อันตัวผมก็เป็นแค่เภสัชกร ไม่ได้มีดวงตาพยากรณ์ซะด้วย เขาก็เลยกลับไปเอาตัวอย่างยามาให้ดู

ทุกครั้งที่กลับมาจากบ้าน ผมจะมาเล่าให้เพื่อนที่ทำงาน หรือบุคคลที่รู้จักฟังเสมอ พร้อมกับบ่นถึงการไปเยี่ยมบ้านของผู้ป่วยของเราเองว่าไม่ค่อยให้ความใส่ใจในการดูแลตนเอง ขนาดมาเยี่ยมที่บ้านก็ยังไม่สนใจ พอบ่นหลายๆหนเข้า ก็มีคนแนะนำว่า ลองทำเป็นไม่สนใจเหมือนตอนกลับไปหาตากับยายดูสิ แรกๆก็ไม่ได้สนใจอะไรคิดว่าพูดประชด แต่พอได้ยินบ่อยเข้าก็คิดว่าอาจเป็นไปได้เหมือนกัน แล้วมันจะเป็นไปได้ยังไง ก็ไปเยี่ยมบ้านเขาแล้วไปทำเป็นไม่สนใจเขาเนี่ยนะ เฮ้อ!

เมื่อเห็นว่าเป็นไปไม่ได้แล้ว ผมก็ไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลย  หลายเดือนผ่านไป ผมก็ยังทำกิจวัตรการทำงานเหมือนเดิม คือ เช้าทำงานโรงพยาบาล เย็นเลิกงานมาเฝ้าร้านขายยา จนมาวันหนึ่งจำได้ว่าเป็นวันที่เหนื่อยมาก คนไข้ที่โรงพยาบาลเยอะมาก เนื่องจากเป็นช่วงฤดูที่เก็บเกี่ยวข้าวโพดเสร็จ เลิกงานมาที่ร้านก็ลูกค้าเข้าตลอดจนไม่ได้นั่งและไม่มีอะไรตกถึงท้อง  หลังจากปิดร้านและกำลังเดินไปที่รถ เพื่อกลับมายังบ้านพัก ป้าที่บ้านอยู่ข้างร้านขายยาผมก็ชวนผมกินข้าวด้วยกันเหมือนทุกครั้ง ปกติผมจะยิ้มและกล่าวขอบคุณด้วยความเกรงใจ แต่วันนี้เนื่องจากยังไม่ได้ทานอะไรอีกทั้งเลิกร้านค่ำ ร้านขายอาหารต่างๆ ถ้ายังไม่เก็บของก็คงโดนม๊อบข้าวโพดเหมาไปหมดแล้ว  มีแววได้กลับไปทานอาหารญี่ปุ่นที่บ้านแหงมๆ แล้วป้าขาก็ชวนเราหลายที่แล้วด้วย ก็เลยเข้าไปนั่งร่วมวงตามคำเชิญด้วยความเกรงใจ

หลังจากนั้นเมื่อผมใกล้จะปิดร้านหรือปิดร้านแล้วก็จะไปนั่งเล่นหรือไม่ก็ร่วมวงทานข้าวกับป้าคนนี้อยู่เรื่อยๆ มาวันหนึ่งป้ากับลุงสามีของแก บอกว่าวันก่อนไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ได้ยามาหลายตัว ก็เลยยกยามาให้เราดูว่ามียาอะไรบ้าง แล้วก็เริ่มถามโน้นถามนี่เหมือนคุณยายกับคุณตาของเราเลย แล้วก็นึกย้อนไปได้ว่า เราไม่เคยสนใจ หรือถามเรื่องยาของลุงกับป้าคู่นี้เลย เพราะว่าไม่มีประวัติว่าเป็นผู้ป่วยเรื้อรังที่โรงพยาบาลของเรา เพราะลุงกับป้าไปรักษาที่เชียงใหม่ แล้วบางทีถ้าไปได้ยามาใหม่จากการไปรักษาที่โรงพยาบาลน่าน พอเห็นเราว่างหรือใกล้ปิดร้าน ป้าก็จะหิ้วยาที่ได้มาใหม่พร้อมกับยาที่ได้มาจากเชียงใหม่เข้ามาถามเราที่ร้านเลย

จากวันนั้นเป็นต้นมาคนที่บ้านอยู่ซอยละแวกร้านยาผมเมื่อเห็นพฤติกรรมของลุงกับป้าที่เอายามาให้ผมดูหรือไม่ก็เห็นผมไปดูยาให้ที่บ้าน ก็เริ่มเอายามาให้ผมดูที่ร้านบ้าง บางทีเดินผ่านหน้าบ้านตอนจะกลับก็เรียกผมเข้ามาในบ้าน บอกว่ารบกวนดูยานี้ให้หน่อย ลูกส่งมาให้จากกรุงเทพฯ ไม่รู้ว่าเป็นยาอะไร บางทีก็เป็นอาหารเสริมที่ลูกหลานซื้อมาฝาก บางครั้งเวลารวมกลุ่มกันนินทาชาวบ้านถ้ามีผมร่วมวงอยู่ด้วยก็จะพูดถึงเรื่องสุขภาพบ้าง รวมทั้งบ่นเรื่องโรงพยาบาลให้ฟังด้วย  ตอนนี้ ผมรู้สึกว่าเป็นเภสัชกรประจำซอยจริงๆ

Read Full Post »

โดย ภ.ญ.จิรวรรณ แสงรัศมี   หัวหน้าฝ่ายเภสัชกรรมชุมชน โรงพยาบาลตรอน

อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์

ผู้เล่าเป็นเด็กชนบท สอบติดคณะเภสัชศาสตรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีอุดมการณ์ว่า “อยากเป็นเภสัชกรที่ดีเป็นที่พึ่งของชุมชน” อยากแก้ไขปัญหาการใช้ยาไม่เหมาะสมในชุมชนและทำหน้าที่เภสัชกรในโรงพยาบาลชุมชนให้ดี เปิดมุมมองของคนทั่วไปให้เห็นบทบาทของเภสัชกรมากขึ้น จากเดิมที่รู้เพียงว่า” เภสัชกรคือคนจ่ายยาในโรงพยาบาลเท่านั้น ให้เห็นว่าเภสัชกรคือที่พึ่งด้านยาและให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพแก่คนในชุมชน” บทเรียนที่เรียนรู้จากการทำงานกว่า 10 ปี พบว่าการทำงานของเภสัชกรเฉพาะในห้องยานั้น ไม่อาจบรรลุเป้าหมายได้อย่างแน่แท้

เมื่อกำหนดขอบเขตเฉพาะในห้องยา เราจึงแก้ปัญหาในชุมชนไม่ได้ หากเราอยากแก้ปัญหาการใช้ยาในชุมชน เราต้องเข้าใจสภาพปัญหาของชุมชนอย่างแท้จริงก่อน                   เภสัชกรที่ไม่เคยเข้าในชุมชนเลย จะไม่รู้และเข้าใจวิถีชีวิตในชุมชน แม้มีประสบการณ์สามารถรู้ปัญหาได้แต่เชื่อว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้โดยลำพัง เพราะความซับซ้อนและข้อจำกัดนานับประการ

ตัวอย่างใกล้ตัว ในสมัยที่ข้าพเจ้าเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ยายก็ใช้ยาอย่างผิดๆ กินยาปวดหาย และทันใจเยอะวันละ 5-10 ซอง โดยไม่รู้โทษของการกินยา  ยายเริ่มใช้ยาเนื่องจากมีอาการปวดขาและปวดหลัง จึงไปซื้อยาตามร้านชำในหมู่บ้าน เมื่อหายปวดก็หยุดยา พอปวดก็ไปหาซื้อยามากินอีก แต่ในระยะหลังๆ ยายปวดมากขึ้นจึงใช้ยามากขึ้น จนเกิดไตวายเสียชีวิตด้วยอายุเพียง 62 ปี   แล้วเภสัชกร หรือใคร ? จะเข้าถึงคนเหล่านี้ได้อย่างไร หากแต่เภสัชกร หรือบุคลากรสาธารณสุขยังยึดกับการทำงานในโรงพยาบาล

ปีแรกของการทำงาน มีสิ่งที่ภาคภูมิใจว่าเราคือเภสัชกรที่ดี เพราะได้ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทุ่มเทเวลากับการทำงานโดยจ่ายยาเองเกือบ 100 เปอร์เชนต์ แม้โรงพยาบาลจะมีเภสัชกรเพียงคนเดียว เราเลือกที่จะทำงานอื่นหลังเลิกงานไม่ว่าจะเป็นงานคุณภาพโรงพยาบาล งานวิชาการรวมถึงงานบริหารเวชภัณฑ์ยา แม้จะทุ่มเทเวลาให้กับการทำงานอย่างหนัก ทำไมจึงเห็นคนไข้ยังเยอะ?  ปัญหาการใช้ยาไม่เหมาะสมในชุมชนก็ยังอยู่ ? ยาชุด ยารถเร่ ยาลูกกลอนผสมสเตียรอยด์ ยาอันตรายจำหน่ายในร้านชำ ผู้ป่วยที่ตายจากโรคไตวายเพราะกินยาไม่เหมาะสม

ระยะหลังๆ ทำงานมาเข้าปีที่ 10 ข้าพเจ้าก็ยังสนุกกับงาน ทุ่มเทเวลาให้กับผู้ป่วยและโรงพยาบาล แต่ทำไมคนไข้ยังเยอะ? แถมปัญหาการใช้ยาไม่เหมาะสมก็ยังอยู่., นานเข้า  ปัญหาการใช้ยาไม่เหมาะสมก็เข้ามาในโรงพยาบาลเพราะแพทย์สั่งยาให้ผู้ป่วยแต่ละรายเยอะขึ้น  จากเดิมที่สั่งยา 3 รายการต่อใบสั่งยา เพิ่มเป็น 4  5  6 7  และกว่า 10 รายการ บางคนอายุ 80 ปีกว่าแพทย์สั่งยา 17 รายการ/ใบสั่งยา ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าผู้ป่วยจะกินยาได้ถูกต้อง และการกินยานั้นจะเป็นผลดีต่อผู้ป่วย

เมื่อเจอปัญหาทั้งในชุมชนและในโรงพยาบาล อุดมการณ์เภสัชกรที่ดีซักเริ่มจางหาย โดยไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นตอนไหน ฉันเริ่มไม่ค่อยอยากลุกไปทำงาน บางวันคอยดูเวลาเมื่อไหร่จะได้พักซะที คนไข้มากันเยอะขึ้นทุกวัน มาไม่เว้นวันหยุดและนอกเวลาราชการ ซึ่งตอนนี้โรงพยาบาลได้เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง เวลาฉันอยู่เวรก่อนเที่ยงคืนฉันจะอธิษฐานว่าขออย่ามีคนไข้มาตอนดึกๆเลย วันหยุดของเภสัชกรที่ได้พักวันเสาร์ – อาทิตย์ได้น้อยลงเหลือเพียง 3-4 วันต่อเดือน ความใฝ่ฝันที่อยากสอน อยากเล่าเรื่องโรค เรื่องยาให้กับคนในชุมชน ให้เภสัชกรเป็นที่พึ่งในชุมชนก็เริ่มเปลี่ยน หลังเลิกงานก็กลับบ้าน ไม่ค่อยชอบให้เพื่อนบ้านหรือคนอื่นๆมาถามความรู้ คิดเพียงขอให้ฉันได้พักและมีเวลาเป็นส่วนตัวบ้าง

M ปัญหาและความสงสัยคือจุดเปลี่ยนที่ต้องทบทวนการทำงานของตนเอง ฉันเริ่มคิดว่าที่ผ่านมากว่า 10 ปีฉันทำอะไรไปบ้าง เกิดประโยชน์อะไร  แล้วอะไรที่ควรทำแต่ยังไม่ได้ทำ อะไรเป็นสาเหตุให้งานไม่บรรลุเป้าหมาย

คำตอบแรก ฉันทำงานจ่ายยาผู้ป่วยนอก  ร่วมเป็นทีมสหวิชาชีพในงานผู้ป่วยใน               สั่งยา เป็นคลังยาระดับอำเภอ ประชุมวิชาการและเผยแพร่จัดอบรมคนภายในหน่วยงานและภายนอกหน่วยงาน งานวิชาการ งานเอกสาร งานคุ้มครองผู้บริโภค โดยออกตรวจอาหาร  เครื่องสำอางและยาในคลินิกพยาบาล สิ่งที่ทำล้วนเกิดผลดีต่อผู้ป่วยและองค์กร

คำตอบที่สอง สิ่งที่ควรทำแต่ยังไม่ได้ทำคือการสื่อสารกับคนในชุมชน การสร้างเครือข่ายภาคีสุขภาพในชุมชน จากข้อจำกัดด้านบุคลากรทางด้านสาธารณสุขเทียบกับจำนวนประชากรในพื้นที่ การสื่อสารในรูปแบบหนึ่งต่อหนึ่งไม่ทันกาลและไม่เหมาะสมกับสภาพปัญหาของชุมชน  ควรหารูปแบบการทำงานที่เชื่อมโยงภาครัฐ  ภาคเอกชนและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถทำงานร่วมกัน ทำแผนยุทธศาสตร์ร่วมกันเพื่อสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง

บทเรียนของการทำงาน

1.      “ทำงานคนเดียว จะเปลี่ยนคนขยัน อดทน เป็นไม่ไหวจะทนเพราะยิ่งทำ งานยิ่งเยอะ

2.      ควรพัฒนารูปแบบการทำงานให้ทันสมัยนำเทคโนโลยีและทำงานร่วมกับผู้อื่น เพื่อให้ทำงานได้อย่างรวดเร็วและง่ายขึ้น

3.      การแก้ไขปัญหาการใช้ยาในชุมชน เภสัชกรต้องเข้าไปในชุมชนไปเรียนรู้วิถีชีวิต ปัญหาการเจ็บป่วย ความเชื่อและทางเลือกสุขภาพของคนในชุมชน เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและแก้ไขปัญหาการใช้ยาร่วม

4.      ควรสร้างวัฒนธรรมการให้ยาในชุมชนที่ถูกต้อง ลดการใช้ยาเกินความจำเป็น ซึ่งต้องอาศัยเวลาและร่วมมือมือร่วมใจทุกภาคส่วนคือ  ภาครัฐ  ภาคเอกชนและภาคประชาชน รวมถึงภาคท้องถิ่น (อบต,เทศบาล)

เรามาเป็นเภสัชเป็นเภสัชกรที่ดีเป็นที่พึ่งของชุมชน แก้ไขปัญหาการใช้ยาไม่เหมาะสมในชุมชนและทำหน้าที่เภสัชกรในโรงพยาบาลชุมชนให้ดี เปิดมุมมองของคนทั่วไปให้เห็นบทบาทของเภสัชกรมากขึ้น กันดีมั้ย

ใช้กระบวนการคือ

1.      พักเหนื่อยซะก่อน เตรียมร่างกาย จิตใจให้พร้อม

2.      เข้าให้ถึงชุมชน โดยการเข้าไปในสถานีอนามัย ศึกษาการใช้ยาในชุมชน มองหาผู้นำชุมชน และทำงานเป็นทีมเดียวกับเจ้าหน้าที่อนามัยเจ้าของพื้นที่ด้วย

3.      สร้างความไว้วางใจและการมีส่วนร่วมกับคนในชุมชน

4.      สร้างภาคีเครือข่าย พัฒนารูปแบบการทำงานให้เข้ากับคนในชุมชน ประสานงานกับภาคส่วนต่างๆให้เข้ามาร่วมเป็นแกนการขับเคลื่อนวัฒนธรรมการใช้ยา

5.      เป็นที่ปรึกษาด้านยาและสุขภาพในชุมชน

Key Word: คือการเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างเภสัชกรกับคนในชุมชนและใช้ทรัพยากรในพื้นที่ 3M (Man Material and Money) เพื่อสร้างวัฒนธรรมการใช้ยาอย่างเหมาะสมในชุมชน

Read Full Post »

โดย…นางบุษบา  บุญกะนันท์ (รพ.เมืองจันทร์ จ.ศรีสะเกษ)

แม้เหตุการณ์จะผ่านไปนานแล้ว แต่ดิฉันยังภาคภูมิใจและจดจำเหตุการณ์นั้นได้ดี

เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2548 ดิฉันและทีมงานออกหมู่บ้านเพื่อเก็บข้อมูลพื้นฐานด้านสภาวะสุขภาพของชุมชน เมื่อไปถึงหมู่บ้าน ขณะที่เรากำลังเดินไปที่บ้านหลังหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงดัง และดังขึ้นเรื่อยๆ  มีเสียงตีกะละมัง จานช้อน หรืออะไรนักอย่าง จึงได้ถามชาวบ้านว่าเสียงอะไรหรือ “เสียงคนบ้า”  อ้าวเหรอขอไปเยี่ยมเขาหน่อยได้มั้ย แต่ทุกคนต่างก็กลัว แต่เรายืนยันว่าจะไปดูให้ได้ และภาพที่เห็นนั้นทำให้รู้สึกว่า ทำไม่เอนจอนาจอย่างนี้หนอ คนแก่คนหนึ่งถูกล่ามด้วยโซ่ นักคลุกกับดิน มีเล้าไก่เตี้ย ๆ เป็นบ้าน หลังคามุงจาก กินและอุจจาระที่เดียวกัน แล้วใช้ดินกลบ บ้านเตี้ยทำให้ไม่สามารถยืนได้  “ลุงพรหม” ถูกล่ามโซ่มานานประมาณ 20-30 ปีแล้ว  พอเราเข้าไปพูดด้วย แกเงียบ แต่ก็ฟัง  พวกเราบอกไปว่า “เราจะรักษาคุณลุงนะคะ” และเราได้รายงานให้แพทย์ทราบและให้ยาฉีด-กิน  และเข้าพบกับผู้นำชุมชน เพื่อช่วยกันหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน  ในการปลดโซ่ตรวน ซึ่งต้องใช้เวลา 5-6 ครั้ง ชาวบ้านจึงยินยอมรับข้อเสนอ

เกือบจะสายเกินไปเพราะลุงพรหม ได้ของแถมคือไส้เลื่อนเท่าแตงโม หลังโค้งงอ แกดีใจมาก ร้องไห้ และเรียกเราเสมอว่า แพทย์อีติ้วมาแล้ว ดิฉันซึ้งใจและภูมิใจมากที่มีส่วนช่วยให้มนุษย์คนหนึ่งได้เป็นมนุษย์ขึ้นมา ไม่ใช่ไก่ที่อยู่ในเล้า

ด้วยดิฉันทำงานที่โรงพยาบาลเมืองจันทร์ และขณะนั้นต้องรับผิดชอบสถานีอนามัยในเครือข่าย และร่วมกันเป็นทีมในการหาปัญหาของชุมชน จึงได้พบกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ ซึ่งสิ่งที่ได้เรียนรู้ในเหตุการณ์นี้ก็คือ การทำงานโดยทั่วไปที่นางพยาบาลจะอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่ได้สัมผัสกับชุมชนและสังคม แต่เมื่อได้สัมผัสแล้ว เราต้องให้บริการด้วยจิตวิญญาณ มีความตั้งใจ และจริงใจกับทุกคน ต้องประสานงานกับท้องถิ่นเช่น อบต. ซึ่งเมื่อทุกฝ่ายเข้าใจกัน มีการทบทวน หาแนวทางในการแก้ไขปัญหาของชุมชนร่วมกันโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วม และแก้ไขปัญหาโดยชุมชนเอง และเจ้าหน้าเป็นผู้สนับสนุน  ดังกรณีตาพรหมที่สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างปกติสุข

Read Full Post »

โดย…นางพนอม  วันดี (รพ.ปรางค์กู่)

ในช่วงบ่าย ๆ ของวันอาทิตย์ที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันหยุดของฉัน ได้มีโทรศัพท์จากน้องที่ ER แจ้งว่า EMS  ได้ออกไปรับ case จิตเวชที่พยายามจะกระโดดน้ำตายพร้อมกับบุตรอีก 2 คน ฉันจึงรับอาสาไปดูผู้ป่วยที่ ER ก็พบว่า เป็นผู้ป่วยหญิงวัยกลางคน ท่าทางอ่อนเพลีย แต่ก็ยังร้องว่า “ฉันอยากตาย” อยู่ตลอดเวลา และมีบุตรอีก 2 คน ท่าทางตกใจและกลัว โดยคนโตเป็นบุตรชายอายุประมาณ 3 ขวบ คนเล็กเป็นผู้หญิงอายุประมาณ 1 ขวบ ซึ่งในเวลานั้นก็มีญาติก็คือสามีและมารดาของผู้ป่วยอยู่ด้วย  ซึ่งการรักษาในขณะนั้นแพทย์ได้ให้ยาเพื่อลดอาการเอะอะโวยวายและ refer  ต่อไปยังโรงพยาบาลศรีมหาโพธิ์ ส่วนบุตรทั้ง 2 คน ญาติได้พากลับบ้าน

ซึ่งจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ฉันได้กลับมาทบทวนประวัติการรักษาของผู้ป่วย พบว่าประวัติการรักษาผู้ป่วย ก็กินยาสม่ำเสมอมาตลอด ฉันจึงไม่แน่ใจว่าสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการซึมเศร้าถึงกับจะฆ่าตัวตายเกิดจากการขาดยา ฉันจึงได้ลงเยี่ยมบ้านของผู้ป่วย ก็พบว่าบ้านผู้ป่วยเป็นเพิงหลังเล็ก ๆ มุงด้วยสังกะสี ฝาบ้านเป็นสังกะสีเก่า ๆ ทุกด้านไม่มีหน้าต่างเลย ภายในตัวบ้านมีแคร่ไม่ไผ่ ซึ่งใช้เป็นที่นอนอยู่ 3 แคร่  พื้นบ้านเป็นดิน ในกระท่อมขนาดเล็กนี้มีผู้อาศัยทั้งหมดถึง 6 คนด้วยกัน  คือครอบครัวของผู้ป่วย 4 คน มีแม่ และพี่ชายซึ่งเป็นใบ้

เมื่อได้พูดคุยกับแม่ สามีและเพื่อนบ้านของคนไข้ ก็ทำให้รู้ว่า ครอบครัวนี้อยู่กันอย่างลำบาก ไม่มีที่นาเป็นของตัวเอง มีรายได้ประจำจากเบี้ยผู้สูงอายุของแม่ และเงินจากการรับจ้างของสามีเดือนละประมาณ 3 พันบาท

จากการได้เยี่ยมบ้านในครั้งนี้ทำให้ฉันได้คิดว่า ที่ผ่านมาฉันเฝ้าดูแลรักษาเฉพาะตัวผู้ป่วย ฉันลืมไปว่าปัจจัยที่จะทำให้ผู้ป่วยหายหรือรักษาอาการให้ไม่รุนแรงกว่าเดิม ก็คือสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็น บุคคลรอบตัว หรือ ฐานะทางเศรษฐกิจ ฉันจึงนำเรื่องนี้มาพูดคุยหารือกับทีมการรักษาเพื่อดูแลให้ครอบคลุมถึงครอบครัวผู้ป่วย และก็ได้แนวทางในการดูแลผู้ป่วยแบบครอบคลุมไปถึงจิตวิญญาณ และสังคมจริง ๆ

Read Full Post »

โดย…นางเพ็ญทิวา  สารบุตร

(นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ สถานีอนามัยบ้านโคกเพชร อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ)

“2 มิ.ย. 2553 ดีใจจังเลย ที่ได้ทำงานกับวงการสาธารณสุขมาถึง 15 ปีกับอีก 1 วัน”

ไม่เคยคิดเลยค่ะว่าจะต้องมาเป็นหมออนามัย แต่โชคชะตาก็นำพาให้ก้าวมาถึงจุดนี้ของชีวิต ได้อะไรหลายอย่างมากจากการสร้างสุข เพื่อคนอื่น เพราะวันหนึ่งเราก็พบว่าชีวิตของเรามีความสุขจากการได้ทำสิ่งเหล่านี้

เมื่อเช้า เวลาประมาณ 08.00 น. ได้รับโทรศัพท์ประสานงานจาก “เภสัชฯเด่น” ฮีโร่ของคนขุขันธ์บอกว่า “ปุ้ม อาจารย์จากจุฬาฯ จะมา ให้มาอบรมเรื่องการเขียนเรื่องเล่า” เราตอบตกลงทันที คิดในใจว่าวันนี้ชีวิตคงได้รับการพัฒนาไปอีกก้าวหนึ่ง

แต่ ! วางสายจากเภสัชเด่นไม่ถึง 10 นาที “คุณปุ้ม” พยาบาลจิตเวชโรงพยาบาลขุขันธ์โทรมาให้ติดตามคนไข้ที่มีภาวะซึมเศร้าจะฆ่าตัวตายโดยด่วน! อะไรสำคัญกว่าคะ ถูกต้องเลย “ประชาชนต้องมาก่อน” เราขับรถออกจากบ้านด้วยความรวดเร็วและตั้งใจจริง ในสมองคิดว่า คำพูดแรกที่จะพูดเมื่อถึงบ้านคนป่วยจะพูดอย่างไร?

พอไปถึงบ้านคนป่วย พบคุณยาย คุณแม่ คุณพ่อ ทุกคน หน้าอาบไปด้วยน้ำตา คิดในใจว่าเรามาทันรึเปล่าเนี่ย?  “สวัสดีค่ะ เป็นยังไงบ้าง” คุณแม่เล่าพร้อมน้ำตาไหลรินว่า “น้องเพิ่งไปโรงเรียนได้ 2 อาทิตย์ คุณครูให้เข้าค่าย มีการนำเสนอที่หน้าชั้นเรียน  น้องพูดติดอ่าง แล้วเพื่อน ๆ หัวเราะ หลังจากวันนั้นน้องกลับมาที่บ้าน เขียนจดหมายลาตาย ขอโทษที่ทำให้พ่อแม่เสียใจ เมื่อเช้าน้องเตรียมเชือกด้วย” พูดจบก็ร้องไห้

เราขออนุญาตคุยกับน้อง คุณแม่บอกว่าน้องขึ้นไปบนบ้าน ตั้งแต่รู้ว่าคุณหมอป้อมจะมา สรุปว่าตอนแรกคุณแม่ไม่ยอมให้ไปพบลูกชาย เราบอกว่า “ขอหนูคุยกับน้องก่อนนะคะ หนูไม่อยากให้น้องอยู่คนเดียว”  คุณแม่จึงยอม

ขึ้นไปบนบ้านก็พบวัยรุ่นอายุประมาณ 16 ปี นั่งร้องไห้อยู่ในมุ้ง น้ำตาไหล ถามอะไรก็ตอบว่าไม่เป็นไร  เราของอนุญาตคุยกับลูกชาย โดยให้คุณพ่อ คุณแม่นั่งข้างนอก น้องค่อย ๆ พูดมากขึ้น พูดยาวขึ้น แต่เรารู้แล้วว่า ความเสียใจ ความผิดหวัง การไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อน เนื่องจาก “ติดอ่าง” ทำให้น้องขาดความมั่นใจ ถึงขั้นเตรียมการฆ่าตัวตาย เราใช้เวลาประมาณ 20 นาที คุยเพื่อเสริมพลังความมั่นใจให้แก่เขา เลือกทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับชีวิต

สุดท้ายน้องก็เข้าใจและหยุดร้องไห้ เราบอกว่า สำหรับ”เนาะ” ปัญหานี้มันใหญ่มาก หมอเข้าใจ แต่หมอเชื่อว่า “เนาะ”มีความเข้มแข็งที่จะต่อสู้กับปัญหาทุกอย่างได้ หมอเป็นกำลังใจให้ และเรื่องนี้จะรู้แค่เรานะคะ สู้ต่อไปค่ะ (เราต้องติดตามต่ออีกหลายครั้งค่ะ เพื่อให้รู้ว่าความเชื่อมั่นจะนำพาชีวิตน้องเขาให้ดีขึ้นได้หรือไม่)

บทบาทหมออนามัยยิ่งใหญ่กว่าที่หลาย ๆคนคิดนะคะ ขอบคุณสำหรับมิตรภาพค่ะ

Read Full Post »

โดย…ภก. นิวัติ ยิ่งยศตระกูล  (ร.พ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน)

พี่……เค้ามีเรื่องจะบอก….เป็นเสียงทักทายยามเช้าจากน้องพยาบาลในห้องฉุกเฉินขณะที่ผมกำลังรีบเร่งจะไปที่ห้องทำงาน เวลาขณะนั้นค่อนข้างสายแล้ว(ปกติผมนอนตื่นสาย)..

มีอะไรหรือ..ด่วนมั้ย…พี่สายแล้วว่ะ..เดี๋ยวโดน(ผ.อ.)ด่า…..

พี่รู้หรือยังเคสเป็กพี่ตายแล้ว…

เฮ้ย..เพิ่งรีเฟอร์เมื่อวานเองนะ…เออ..แล้วรู้ได้งัย..

พี่พยาบาลที่โน่นเค้าโทรมาบอก….เศร้าละซิ..สุดที่รักจากไป…เป็นคำพูดหยอกล้อของน้องเพราะทราบว่า.นางนาแส นามสกุล แดท( – )..เป็นคนไข้ที่ผมให้ความสนใจ และดูแลเป็นพิเศษ.. ก่อนที่ผมจะมาสนใจคนไข้รายนี้.ผมได้ไปอบรมเรื่องการดูแลผู้ป่วยเอดส์และวัณโรคที่จังหวัดเชียงใหม่ พอกลับมาทำงานก็คิดว่าน่าจะนำมาพัฒนางานบริการที่ทำอยู่ในโรงพยาบาล…เหมือนชะตาชีวีตกลั่นแกล้ง…วันหนึ่งท่านผู้อำนวยการ..หรือหมอ..ซึ่งผมไม่รู้จะเรียกอย่างไร..เพราะในหน้าที่คือหมอ…ในตำแหน่งคือผู้อำนวยการ..ได้ส่งคนไข้มาหาผมโดยเขียนข้อความแนบมาด้วยว่า..ฝากให้เภสัชกรประเมินการใช้ยา..ถูก/ผิด..และช่วยติดตามดูที่บ้านด้วยหัวหน้า

หมอฝากให้ดูคนไข้ให้หน่อย….เพื่อนที่เป็นเจ้าพนักงานเภสัชกรรมบอกพร้อมส่ง OPD cardให้ผม..ผมดู OPD card พร้อมคิดในใจ..ต่างด้าวอีกแล้ว ..ชื่อนางนาแส  - อายุ 22 ปี.(ผู้ป่วยต่างด้าวมักไม่มีนามสกุล ผมมักจะเรียกเล่นๆว่า แดท( – ))..ครั้งแรกที่ผมได้คุยกับนาแส..ซึ่งผมมักจะเรียกง่ายๆทุกครั้งที่เจอ..ผมรู้สึกว่าคุยกันไม่รู้เรื่อง..ผมไม่รู้ว่านาแสไม่เข้าใจที่ผมพูดหรือผมไม่เข้าใจที่นาแสพูด.เพราะภาษา ที่เราพูดกันคนละภาษา..ผมรู้สึกเหนื่อย..เลยตัดบทว่า…เอาอย่างนี้…นาแส…นาแส..ปิ๊กบ้าน.เมือเฮือน.กลับบ้านก่อนนะ เดี๋ยวหมอจะโตยไปผ่อ ไปเยี่ยมเรา..ไปดูเรา(พร้อมทำสัญญาณชี้ไปที่ตัวนาแส) ผมใช้คำพูดปนเปกันไปเพื่อพยายามสื่อความหมายให้นาแสเข้าใจ  จากนั้นนาแสก็เดินออกไป

..เดี๋ยว..นาแส..อย่าฟ่างปิ๊กเต้อ.(อย่าเพิ่งกลับ)เสียงเรียกจากเจ้าหน้าที่การเงิน..จ่ายเงินก่อน..เฮาบ่มีบัตร..ต้องเสี้ยงเงินเน้อ(ต้องจ่ายเงิน)……นาแสส่ายหน้า….เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่าไม่มี…คราวหลังหาเงินมาจ่ายโต้ยเน้อ..โฮงยาจะไม่มีเงินซื้อยาแล้ว…นาแสยิ้มๆแล้วเดินออกไป(เป็นเหตุการณ์ปกติทุกครั้งที่นางนาแสมารับบริการที่โรงพยาบาล)

หลังจากวันนั้น เย็นวันหนึ่งผมก็ทำตามสัญญาว่าผมจะไปเยี่ยมนาแส.-ที่บ้านซึ่งระยะทางไม่ได้ไกลมากนัก..ครั้งแรกที่ไปเจอก็พบว่านาแสกำลังนั่งอยู่ไต้ถุนบ้าน ซึ่งเป็นบ้านไม้ไต้ถุนสูงกว้างยาวประมาณ 3 เมตรคูณ 5 เมตร หลังคามุงกระเบื้องปลูกบนเนินเขาที่ไม่ชันมาก..ผมจึงทักทาย.

นาแส..ทำอะไรอยู่…ย่ะอันหยัง…..นาแสทำทีท่าเหมือนกำลังจะหุงข้าวหรือทำอาหารเพราะผมเห็นมีขวดน้ำ หม้อเล็กๆสีดำบูดเบี้ยวบ่งบอกว่าผ่านการให้งานมานานตั้งอยู่บนก้อนหิน 3 ก้อนมีฟืนวางอยู่ไต้และมีข้าวสารใส่ถ้วยสังกะสีเก่าๆ(เหมือนถ้วยที่ตามวัดชอบใช้)วางอยู่ข้างๆตัว.จากนั้นผมก็ได้พูดคุยต่อเล็กน้อยแต่ก็สื่อสารกันค่อนข้างลำบาก สักพักผมก็ขอตัวกลับเพราะจะรีบไปสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อนๆในโรงพยาบาล

.เดี๋ยวหมอจะปิ๊กแล้วกินยาให้หมอดูหน่อย..(นาแสป่วยเป็นวัณโรคในขณะนั้น จากนั้นตรวจพบเชื้อเอชไอวี เป็นความดันโลหิตสูงและป่วยเป็นโรคหัวใจ) นาแสพาผมขึ้นไปบนบ้าน..ผมสังเกตเห็นบนบ้านมีเพียงผ้าห่มเก่าๆ หมอน มุ้ง เสื่อปูนอน เสื้อผ้า 4-5 ชุดวางกองกันอยู่ข้างที่นอน และข้างๆบันไดมีขวดโค้กเก่าๆ 2 ขวดมีน้ำอยู่ข้างในกับแก้วน้ำวางอยู่..

นี่เป็นบ้านนาแสเหรอ…ผมพยายามสื่อสารกับนาแสจึงได้ทราบว่าบ้านที่อยู่เป็นบ้านของคนอื่นที่เจ้าของบ้านสร้างทิ้งไว้แต่ยังไม่มีคนมาอยู่อาศัยจึงอนุญาตให้พักและให้ช่วยดูแลบ้านจนกว่าจะมีคนมาอยู่..นับว่านาแสยังโชคดีที่มีคนให้ที่อยู่อาศัยไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้จะหาที่ซุกหัวนอนที่ไหน..ผมบอกให้นาแสทานยารักษาวัณโรคต่อหน้า..นาแสจึงเดินไปหยิบยาที่แขวนอยู่ข้างฝาแล้วนำซองยาที่จัดไว้เป็นชุดออกมาเตรียมทานยา(ซองยาจะจัดเป็นยูนิตโด๊สมียาทั้งหมด 11 เม็ด) ..นาแสรินน้ำใส่แก้วเกือบเต็มแล้วหยิบยามา 1 เม็ดใส่ปากแล้วดื่มน้ำตามจนหมด…ผมเอะใจจึงถามว่า…นาแสทำไมไม่กินยาพร้อมกันทั้งหมดเลยหละ..เดี๋ยวจุกน้ำตายหรอก..นาแสได้แต่พยักหน้า..ผมคิดในใจถ้ารอกินยาจนหมดคงนานแน่คิดถึงเพื่อนๆที่กำลังรอ

.เอาอย่างนี้..นาแสไปทำอาหารและกินข้าวให้เรียบร้อยแล้วทานยาให้หมดนะ.ทานพร้อมกันเลยนะไม่นั้นจุกตายแน่…หมอขอกลับก่อน..วันหลังหมอจะมาเยี่ยมใหม่..(ผมใช้สรรพนามว่าหมอซึ่งชาวบ้านมักจะเรียกเจ้าหน้าที่รวมๆว่าหมอ)

หลังจากนั้นประมาณ 2 อาทิตย์นาแสต้องมาโรงพยาบาลเพื่อจะเอ็กซเรย์ปอด…และตรวจเสมหะพร้อมกับส่งให้แผนกให้คำปรึกษาก่อนตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี.ซึ่งผลตรวจออกมาก็พบว่ามีเชื้อเอชไอวีและมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆอีก แพทย์จึงต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลจังหวัด…

หลังจากนั้นอีกหลายเดือนผมได้เจอนาแสอีกที่โรงพยาบาลคราวนี้อาการของนาแสดูน่าเป็นห่วง.เพราะบวมน้ำมาก มีการติดเชื้อฉวยโอกาสและอาการของโรคหัวใจกำเริบ….ผมเช็ครายการยาดูพบว่าจะต้องทานยาหลายตัวมาก.ผมก็เลยตัดสินใจจะเอายาไปให้ที่บ้าน….วันนั้นผมได้กลับไปเยี่ยมอีกครั้ง.พบว่านาแสไม่ได้อยู่คนเดียว มีนางนางกำลังตั้งครรภ์ซึ่งเป็นต่างด้าวพลัดถิ่นเหมือนกันอยู่ด้วย.ผมทักทายและสอบถามสารทุกข์สุกดิบ.นางนางจะพูดภาษาไทยและสื่อสารได้ดี..ผมจึงบอกให้นางนางช่วยดูแลนาแสเรื่องการทานยาด้วย  ผมแนะนำเรื่องยาเสร็จ.นางนางบอกผมว่า.ไม่ค่อยได้กินข้าวจะกินยาได้มั้ย….ผมจึงถามว่าทำไมไม่กินข้าวกันให้ครบล่ะ..

ไม่มีข้าวกิน…..ผมฟังถึงกับอึ้ง..พูดอะไรไม่ออก…………………………..สักพักผมถามต่อว่า…วันนี้กินข้าวกันหรือยัง…นางนาแส-และนางนาง-ส่ายหน้า…..

รอแป๊บหนึ่งนะเดี๋ยวหมอมา…ผมบอกให้ทั้งคู่รอ…ผมขับรถไปที่ตลาดซึ่งไปกลับประมาณ-3-4 กิโลเมตรชื้อข้าวพร้อมกับข้าวสองสามอย่างมาให้เสร็จแล้วผมหยิบเงินให้ไว้คนละร้อยเพื่อไว้ใช้จ่ายที่จำเป็น..ผมขอตัวกลับพร้อมกำชับให้นาแสทานยาให้ครบ..จากวันนั้นผมได้มาเยี่ยมนาแสบ่อยครั้งมากขึ้นทุกครั้งผมจะมีอาหารมาฝากเสมอ..แต่ทุกครั้งเรื่องที่ปวดหัวมากที่สุดคือการทานยาเพราะนาแสไม่สามารถทานยาหลายตัวพร้อมๆกันได้..ซึ่งจะต้องทานน้ำเกือบๆหนึ่งแก้วต่อยาหนึ่งเม็ด…การทานน้ำมากเกินไปอาจส่งผลต่อการกำเริบของโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจที่เป็นอยู่..ผมได้แต่ปลง..จากที่ได้พูดคุยกับคนทั้งสองมากขึ้นผมจึงได้ทราบว่า ทั้งสองเป็นต่างด้าวอพยพมาจากประเทศเพื่อนบ้านแต่มาคนละที่ไม่รู้จักกันมาก่อน แต่ละคนเล่าถึงความลำบาก ความแร้นแค้นจนผมได้ฟังบางเรื่องถึงกับน้ำตาซึมและก่อนจะเข้าประเทศไทยได้นาแสดูจะโชคร้ายที่สุดจากการถูกทารุณกรรมทางเพศนานนับเดือนในด่านทหารฝั่งตรงข้ามที่ลักลอบเข้ามา

วันหนึ่งก่อนที่อาการของนาแสจะทรุดหนักผมได้บอกเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้กันกับบ้านนาแสว่าผมจะไปเยี่ยม.พอตกเย็นผมพบนาแสกำลังนั่งแกะเม็ดข้าวโพดใส่ในหม้อดำๆแล้วคั่วไฟอยู่ไต้ถุนบ้าน…

นาแสกำลังทำอะไร…แล้ว..นางนางไม่อยู่เหรอ?

กำลังทำขนมให้หมอกิน..พร้อมกับหยิบเมล็ดข้าวโพดที่คั่วสุกแล้วให้ผม..

ผมไม่รับ..หมอกินมาแล้วนาแสเอาไว้กินเถอะ..แล้วผมก็ถามถึงนางนางจึงได้ทราบว่าไปรับจ้างยังไม่ได้กลับบ้าน..จากนั้นผมพูดคุยต่ออีกเล็กน้อยก็ขอตัวกลับ

สองวันต่อมา..

พี่ๆๆ………มีคนมาบอกว่า….นาแสบอกให้พี่ไปรับที่บ้าน….ไปรับที่รักหน่อยเถ๊อะพี่……พยาบาลเดินมาบอกขณะที่ผมกำลังจ่ายยาให้ผู้ป่วยรายหนึ่งอยู่….(อะไรวะ…ทำไมจะต้องไปรับด้วย..ผมพึมพำเบาๆ)..

ผมไปถึงที่บ้านเห็นนาแสกำลังห่มผ้าห่มเก่าๆมีฝุ่นเปื้อน..นั่งอยู่ไตถุนบ้าน..อาการไม่ดีเลย..ผมเลยบอกให้นาแสไปโรงพยาบาลกับผม..ผมเปิดประตูรถให้นั่งข้างหน้าแต่นาแสจะนั่งที่กระบะหลัง.ผมจึงไปเปิดกระบะเพื่อจะให้นาแสขึ้นนั่งแต่นาแสไม่มีแรงพอจะขึ้นนั่ง..ผมเก้ๆกังๆอยู่พักหนึ่ง  พอดีมีชาวบ้านขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาผมจึงเรียกให้ช่วย..ชาวบ้านคนนั้นเดินมาแล้วอุ้มขึ้นกระบะหลังจนนั่งเรียบร้อยแล้ว..หันมาล้อผมว่าหมอนี่คงไม่เคยอุ้มแม่ยิงก่ะ..ผมยิ้มๆแล้วขอบคุณ..(เซื่อมั้ยตอนนั้นผมกลัวเสื้อเปื้อน) พอถึงโรงพยาบาลแพทย์ก็ส่งต่อและก็เสียชีวิตวันต่อมาอย่างสงบและไร้ญาติมิตร

แม้เหตุการณ์จะผ่านมาหลายปีแล้วแต่ผมมีสิ่งหนึ่งที่ยังฝังในความรู้สึกลึกๆก็คือคำว่า   เส้นแบ่ง ซึ่งในโลกมีเส้นแบ่งมากมายนับจากเส้นแบ่งเขตแดนที่แบ่งเป็นประเทศต่างๆ แบ่งทวีป แบ่งโซนซึ่งรวมๆกันแล้วก็คือโลก สำหรับในสังคมมนุษย์ที่ประกอบด้วยผู้คนมากมายมีเส้นแบ่งเขตแดนต่างๆนาไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ ศาสนา ชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง ชนชั้นต่ำ ผู้มีอารยธรรมสูง ผู้ด้อยอารยธรรม ไฮโซ ไฮซ้อ มากมายจนนับไม่ไหว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งสมมุติขึ้นเพื่อแยกตัวตนออกจากผู้อื่น กลุ่มอื่นๆหรือสังคมอื่นๆจนดูเหมือนตัวเองจะดีเด่น สูงส่งหรือมีพลังอำนาจมากกว่า..เมื่อมีเส้นแบ่งเขตมากๆความเป็นมนุษย์ที่ทุกคนเป็นจุดเริ่มต้นเดียวกันก็จะหายไป..นาแสช่วยให้ผมได้คิดว่า..เราต้องตัดเส้นแบ่งเขตออกจากตัวของเรา… เป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างเรากับผู้ป่วย   ตำแหน่ง หน้าที่ คือสิ่งที่รับผิดชอบไม่ใช่สิ่งที่แบ่งกั้นระหว่างเรา กับผู้ป่วย การทำงานต้องใช้ ความเป็นวิชาชีพที่ประกอบด้วยหลักจริยธรรมและจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ ไม่ใช่ใช้ตำแหน่งสมมุติที่ตั้งขึ้นเช่น แพทย์ เภสัชกร พยาบาล คนงานฯลฯ หลายครั้งที่ผมรู้สึกว่าทำไมผู้ป่วยที่เราแนะนำจึงไม่เป็นไปอย่างที่เราต้องการ และมักจะรู้สึกเบื่อหน่าย แต่เมื่อผมได้เรียนรู้จากนาแส ทำให้ความคิดเปลี่ยนไป มีคำถามในใจผมตลอดว่า ทำไมวันนั้นนาแสจึงทำข้าวโพดคั่วให้ นาแสไปหามาจากไหน ในเมื่อนอนป่วยอยู่อย่างนั้น ทำไมถึงจะพยายามให้อะไรบ้างแก่เรา หรือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ต้องการตอบแทนในสิ่งที่เราให้ซึ่งตอนนั้นผมไม่รับสิ่งนั้นเพราะคิดว่ามันไม่มีค่าอะไรกับผม เหมือนคนตาบอดไม่เห็นคุณค่าสิ่งนั้น ตอนนี้ผมเปลี่ยนไปผมมองผู้ป่วยด้วยความรู้สึกที่เอื้ออาทร มองด้วยความเท่าเทียมกัน เปิดใจรับฟังปัญหามากขึ้น ให้ผู้ป่วยได้เสนอความคิด ให้ความรู้สึกถึงความเท่าเทียม(เป็นเรื่องที่อธิบายยากแต่วัดจากความรู้สึกได้) การเปลี่ยนความคิดนี้ทำให้ผมทำงานมีความสุขมากขึ้น ได้เรียนรู้ปัญหาของผู้ป่วยมากขึ้น ได้รับไมตรีจิตจากผู้ป่วยหรือญาติและเกือบทุกครั้งเมื่อผมให้บริการเสร็จผู้ป่วยจะยกมือไหว้(ผมไหว้ตอบ) พูดขอบคุณและยิ้มแทนคำขอบคุณ ถึงแม้ไม่มีค่าอะไรเมื่อเทียบเป็นเงินทองแต่..ผมอิ่มเอมกับความสุขนี้จริงๆ

อะโบดายะ(ขอบคุณมากๆ)

Read Full Post »

« Newer Posts - Older Posts »

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.